SIDEBAR
»
S
I
D
E
B
A
R
«
เพลงง่าย ๆ สำหรับแอคคอร์เดียน
Feb 4th, 2012 by ลุงน้ำชา

สี่ทุ่ม…ฝนตกอีกแล้ว!!  คืนนี้ไปเล่น accordion ในงานแต่งงานที่ห้างเสรีฯ… ผมขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านตั้งแต่ห้าโมงเย็น ไปที่ร้าน Cowboy Corner แล้วอาศัยรถคุณปิว(มือแบนโจ)ไปงาน ขากลับก็เอาหีบเพลงฝากไว้ก่อน…แล้วรีบขี่ม้า เอ๊ย…บึ่งรถกลับ คาวบอยกลับเข้าบ้านก่อนฝนลงเม็ด…ก็เลยไม่เปียกฝน!

ระหว่างอยู่ที่งาน…ผมจิตใจล่องลอย คิดว่าจะต้องรีบฟื้นฟูเรื่องการเล่น accordion โดยเร็วแล้วล่ะ อยากนำสิ่งที่ได้จากการฝึกหัดอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไปเขียนลงเว็บให้ผู้สนใจเรื่องของแอคคอร์เดียนได้ศึกษาควบคู่ไปด้วยกัน…

เริ่มเปิดเทอมใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์…เช้านี้ผมไปสอนน้องปัน ๆ ที่บ้าน เห็นใบไม้ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นถนน จึงได้หยุดรถถ่ายภาพไว้ ๑ บาน ผมชอบดูภาพใบไม้แห้งเพื่อเตือนสติตัวเองว่าอีกไม่นาน…ชีวิตก็ต้องร่วงหล่นเช่นเดียวกับใบไม้ที่เห็น!

ผมสอนน้องปันให้เล่นเพลง Come Back to Sorrento ในตำรา Alfred เล่ม 3 ซึ่งอยู่ในคีย์ D minor และช่วงกลางเปลี่ยนเป็นคีย์ D major ผมบอกนักเรียนว่าหากชอบก็ซ้อมให้เล่นได้ แต่ถ้าไม่ซ้อมก็ไม่เป็นไร  นอกจากนั้นยังถามรักเรียนด้วยว่า อยากเล่นเปียโนให้เก่ง ๆ มั้ย ถ้าอยาก…จะแนะนำครูเปียโนเก่ง ๆ ให้  (คิดไปถึงเจ้าของโรงเรียน Cherney Music)  น้องปันล่ายหัว!  หุหุ งั้นก็ทนเรียนกับลุงน้ำชาต่อไปก็แล้วกันนะ

เพลง Come Back to Sorrento เป็นเพลงที่นักเล่นแอคคอร์เดียนจะต้องฝึกเล่นให้ได้ เช่นเดียวกับเพลง Santa Lucia หรือ Cielito Lindo เพลงดังกล่าวนี้มีอยู่ในตำราแอคคอร์เดียนที่ผมกำลังจะนำขึ้นเว็บให้ในเร็ว ๆ นี้…

ตอนนี้ถ้าอยากลองฝึก Cielito Lindo ก่อนก็ได้ครับ ผมสแกนโน้ตมาให้แล้ว…

เล่นไม่ยากครับ สู้ ๆ

ห้องเรียนเครื่องสาย…
Feb 3rd, 2012 by ลุงน้ำชา

ท่วมแน่!  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอยู่ หรือเปล่า?“  ผมเริ่มได้ยินข่าวเช่นนั้นมาบ้างแล้ว!   คิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้นะ  ก็ตอนนี้เกือบ ๑๐ โมง..ผมยังไม่เห็นแดดเลย เมฆหนาบนท้องฟ้าบดบังเอาไว้หมด!!  แล้วกล้วยน้ำว้าที่เหมาซื้อมาจากตลาด ๒๐ บาทเมื่อเช้านี้เพื่อจะทำกล้วยตากหละ…จะทำอย่างไร? อิอิ

เช้านี้ผมขี่จักรยานออกจากบ้านไปได้ไม่ถึงร้อยเมตร ก็ต้องเลี้ยวกลับ เพราะฝนตกลงมาแปะ ๆ  ต้องกลับมานั่งเล่น Sonatina in C ของ Kuhlau ได้พักใหญ่ ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่ายังไม่มีอะไรให้พี่ชายกิน ผมต้องคว้าจักรยานออกจากบ้านอีกครั้ง  โชคดีที่ฝนหยุดตก…แต่ก็สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นชื้นในขณะที่ปั่นจักรยานพุ่งไปข้างหน้า!

ไปตลาดเก๊าจาวตอนเช้า ผมจะพกเงินไปด้วยเพียง ๑๐๐ บาท กะว่าซื้อหมดงบแล้ว…กลับบ้านเลย!!  เช้านี้ผมซื้อโจ๊กหมูและบะหมี่น้ำให้พี่สิทธิ์ (๔๐ บาท) น้ำเต้าหู้+ปาท่องโก๋ (๑๐ บาท) กล้วยน้ำว้า ๑ ถุงใหญ่ (๒๐ บาท) ข้าวธัญพืชสำหรับตัวเอง ๒ ถุง (๒๐ บาท) เหลือเงิน ๑๐ บาท…ซื้อไข่ลวก ๘ นาทีได้อีก ๒ ฟอง  วันนี้ไม่ได้นำถุงผ้าไปด้วย ผมต้องแขวนถุงก๊อบแก๊บห้อยไว้กับแฮนด์รถ…ปั่นกลับบ้าน!

ก่อนหม่ำ…ผมเปิดดูหนังสือ “รายการอาหารประจำวันสำหรับครอบครัว” โดย รุจิรา สุ่นกุล หน้า ๔๘ เขียนไว้ว่า “วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ อาหารเช้า โจ๊กหมู ปาท่องโก๋ ผลไม้(ส้ม) นม กาแฟ….”  อืมม…ตรงแฮะ! วันนี้พี่ชายผมได้กินโจ๊กหมู ปาท่องโก๋ และกาแฟ ขาดแต่ผลไม้!  ส่วนผม…มื้อนี้ใช้งบ ๒๕ บาท ได้อาหารเช้าอย่างที่เห็นในภาพ  ข้าวธัญพืช ไข่ลวก ๘ นาที น้ำเต้าหู้ และกล้วยน้ำว้า

วันนี้วันศุกร์ น้องอินดี้คงจะมาเรียนไวโอลิน ผมตั้งใจว่าจะย้ายตู้และเตียงในห้อง The Old Dreamz ไปไว้ในห้อง Mooolight แล้วเปลี่ยนห้องพักที่ใช้รับรองเพื่อน ๆ ให้เป็น “ห้องเรียนเครื่องสาย” เพื่อความเป็นสัดเป็นส่วนและตัดปัญหาเรื่องยุงกัดนักเรียน ถ้ายังขืนให้เรียนที่ชั้นล่าง ทุกครั้งที่จะมีนักเรียนมาเรียน…ผมก็ต้องลงไปถูพื้นและฉีดยาไล่ยุงก่อนหน้า ๑๐-๑๕ นาที  บางครั้งทำเสร็จแล้ว นักเรียนโทรมาของด ผมก็เหนื่อยเปล่า!

ห้องเรียน Olddreamz น่าจะไม่ต้องมีอะไรมาก นอกจากเก้าอี้ แสตนโน้ต และชั้นวางตำรา

ส่วนห้อง Moonlight ซึ่งจะใช้เป็นที่พักของเพื่อน ๆ ดูแออัดไปหน่อย เพราะผมย้ายเตียงเข้าไปอยู่ในนั้นถึง ๓ เตียง แต่ก็คงใช้ได้!

ประมาณบ่าย ๓ โมง…ผมเริ่มทำความสะอาดห้อง Olddreamz ด้วยการย้ายเตียง ที่นอน หมอน และผ้าห่ม ไปไว้ในห้อง Moonlight แล้วถูพื้น ผมทดลองเปิดเครื่องปรับอากาศ  อืมม…ยังใช้ได้อยู่!

จากนั้นผมก็ลงไป ถูพื้นชั้นล่างและบันไดขึ้น เปิดประตูหน้าบ้านไว้เพื่อรออินดี้  ระหว่างนั้นก็นำไวโอลิน Paisitt เข้าไปลองสีในห้องเรียนเครื่องสาย โห…เสียงก้องดีเหลือเกิน ทำให้หลงเสียงไวโอลินของตัวเองได้เหมือนกันนะ  ผมคิดในใจว่านักเรียนจะต้องชอบห้องเรียนใหม่แน่ ๆ เลย!

น่าเสียดายที่วันนี้อินดี้ไม่ได้มาประเดิมใช้ห้องที่จัดเตรียมไว้ให้

ใครจะเป็นคนแรกที่ได้เรียนในห้องเรียนใหม่น้า???

จ๊าก!!!
Feb 2nd, 2012 by ลุงน้ำชา

เช้าวันนี้ฝนตก ผมไม่ได้ออกไปปั่นจักรยาน อากาศแบบนี้ทำให้เด็ก ๆ ไม่สบายได้ง่าย ต้องระวังหน่อยนะครับ ได้ข่าวว่าในยุโรปอากาศหนาวสุดในรอบ ๒๗ ปี มีคนตายแล้วหลายสิบคน นี่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรจะตามมาอีก!  ขอให้มีสติ…อย่าลืมนะครับ!

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม อย่าประมาทเป็นอันขาด เพราะดีไม่ดี…เผลอแป๊ปเดียว อาจเป็นเรื่อง!  วันก่อนนี้ผมซ่อมไวโอลินให้หนุ่มใหญ่คนหนึ่ง ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ตั้ง sound post ที่ล้ม เจ้าของไวโอลินบอกว่าเอาไปที่ไหน…ก็ไม่มีใครรับทำให้ โรงเรียนยามาฮ่าผู้จำหน่ายไวโอลินตัวนี้ให้ก็บอกว่าทำไม่ได้  เมื่อไปหาครูหน่อย…จึงได้รับการแนะนำให้มาหาลุงน้ำชา

ผมต้องขอให้ฝากไวโอลินเอาไว้ก่อน เพราะยังหาเจ้าตัว setter ไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว…แม้จะมี setter อยู่ในมือ ผมก็ทำให้ทันทีไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่ช่างไวโอลินมือโปร!

ผมหาอยู่นานครับ กว่าจะเจอเจ้า setter  และแล้ว….ด้วยความด้อยประสบการณ์บวกกับความประมาท ผมก็ต้องเจ็บตัว!! ถูกปลาย setter เจาะเข้าที่นิ้วชี้!   พอเลือดตกยางออก จึงได้บทเรียนที่สามารถนำมาบอกเพื่อน ๆ ได้ว่า ตรงปลาย setter ซึ่งแทงเข้าไปในเนื้อไม้ sound post จะต้องแหลมคม เมื่อจิกเข้าไปใน sound post แล้ว…จะต้องไม่หลุดง่าย เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปสำหรับเครื่องมือช่างซึ่งจะต้องได้รับการฝนลับและดูแล ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่เสมอ พอดีเป็นข้อเสียของผมเลยหละ เครื่องมือแต่ละอย่างของ “ช่างเหอะ” ล้วนถูกใช้งานโดยไม่รับการดูแลรักษามาโดยตลอด เอาง่ายเข้าว่า พอนึกจะหยิบขึ้นมาใช้…มันจึงทำงานไม่เต็มที่  บางครั้งก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้อีกด้วย

ว่าไปแล้ว…ผมทำงาน อะไรที่ละเอียด ๆ ไม่ได้หรอก จะมาค่อย ๆ ไสแผ่นหลังของไวโอลินทีละนิด ๆ อย่างเช่นคุณไพสิทธิ์ หุหุ อีก ๑๐ ชาติก็ไม่สำเร็จ!! พูดแล้วก็ต้องขออนุญาตนำภาพเครื่องมือและการใช้งานจากคุณไพสิทธิ์มาลงประกอบ สัก ๒ บาน…

เป็นภาพการสร้างไวโอลินของคุณไพสิทธิ์ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือที่คมกริบ และถูกปรับระยะอย่างถูกต้องแม่นยำ!

ส่วน setter ที่ผมใช้นั้น มันเริ่มจะทื่อ…ผมจึงต้องเพิ่มแรงกด เท่านั้นเอง…เจ้าปลายที่แหลมคมแฉลบผ่านเนื้อไม้ พุ่งเข้าเจาะปลายนิ้วของผมทันที!!!   จ๊าก!!!  มันไม่ใช่การเจาะปลายนิ้วเพื่อนำเลือดไปตรวจหาค่าฮีโมโกลบิน (Hb) แต่เป็นการเจาะที่เกิดจากความไม่ระมัดระวัง!! เลือดแดงเข้มผลุดออกจากปากแผลคล้ายกับหยดน้ำที่รั่วออกจากข้อต่อ pvc ซึ่งไม่ได้ใส่กาว

นอกจากจะต้องห้ามเลือดและรักษาแผล ผมยังต้องซ่อม sound post โดยใส่กาวอัดทิ้งไว้ทั้งคืน…

อย่างไรก็ตาม ผมก็ตั้ง sound post ได้สำเร็จในวันต่อมา

งานนี้เสียเลือดไปหลายหยด  อิอิ!!

กุมภาฯ ที่มากับสายฝน
Feb 1st, 2012 by ลุงน้ำชา

ฝนตกอีกแล้ว!!  เริ่มต้นวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ด้วยความรู้สึกที่ดี….ผมตื่นขึ้นฟังเสียงไก่ขันด้วยความสดชื่น ก่อนเปิดประตูเพื่อนำจักรยานออกไปตลาดเก๊าจาว ผมเห็นซองพัสดุซองใหญ่ถูกสอดวางไว้ตรงช่องว่างข้างใต้ รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ข้างในต้องเป็นหนังสือจากคุณดำรง  ผมอดใจไม่ได้ที่จะแกะซองออกดู  โห…หนังสือ “รายการอาหารประจำวันสำหรับครอบครัว” หนาตั้ง ๔๐๐ หน้า!  ขอบคุณมาก ๆ ครับ

ออกจากบ้านในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มสาง พื้นถนนเปียกชื้น หลอดไฟบนเสาสูงซึ่งเรียงรายอยู่บนทางหลวงยังคงเปิดอยู่ ผมบอกตัวเองว่า “วันนี้ออกปั่นแต่เช้าเลยนะเนี่ย…”  หลังจากที่ได้ขี่จักรยานมาเป็นเดือน สภาพร่างกายของผมได้ปรับตัวจนไม่รู้สึกปวดเมื่อย แข้งขาก็ไม่หมดแรงเหมือนช่วงที่เริ่มปั่นใหม่ ๆ  กล้ามเนื้อบริเวณหน้าขาเริ่มแข็งขึ้น!!  ผมปั่นไปถึงตลาดเก๊าจาวโดยไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย  มันคือสัญญาณที่ดี!

เส้นทางปั่นจักรยานตอนเช้าของผมมีดังนี้….

ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน ๆ ไม่ต้องมาก อีกไม่นานผมคงสามารถปั่นทางไกลได้อีกครั้ง….

ประมาณ ๘ โมงครึ่ง…ผมเปิดคอมพิวเตอร์เช็คเมลแล้วตอบคำถามคุณแก้มหอมเกี่ยวกับเรื่องการตรวจเช็คแอคคอร์เดียนมือสอง จากนั้นก็แว๊บไปเยี่ยมบล็อกคุณบิม เห็นแนะนำภาพยนต์เรื่อง Eat Pray Love (2010) เอาไว้  ผมไม่รอช้าเข้าไปหาดาวน์โหลดทันที  เลือกเอาที่มี seeder เป็นร้อย แค่ครึ่งชั่วโมง…ผมก็คลิกเปิดดูได้แล้ว!!

Eat Pray Love แย่งเวลาผมไปอีก ๒ ชั่วโมง ๑๙ นาที กับอีก ๔๒ วินาที  ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว…ได้แต่นั่งดู Julia Roberts   นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม Academy Award ในบทบาทของ Liz Gilbert  ผู้หลบไปผจญชีวิต eat pray love อยู่ในอิตาลี อินเดีย และอินโดนีเซีย  ผมชอบผลงานของดาราปากกว้างคนนี้อยู่แล้ว….พอเริ่มเปิดดูก็เลยหยุดไม่ได้!

ตอนบ่ายผมไปซ้อมดนตรีที่ Coffee Corner  กลับเข้าบ้านเกือบจะห้าโมงเย็น….

อ่อ…เมื่อวันที่ ๒๔ เดือนที่แล้ว ผมได้รับอีเมลจากบริษัทแห่งหนึ่ง เชิญให้ไปร่วมขับร้องและบรรเลงเพลงในรายการของ Thai PBS และบันทึกภาพบทบาทการเป็นครูสอนดนตรี รวมทั้งวิถีชีวิตต่าง ๆ ของผม  คืนวันนี้ผมได้ตอบกลับไปแล้วว่า….

……ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบขอบพระคุณสำหรับเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่ได้มอบให้กับผม  ได้อ่านคำเชิญแล้วมีความสุขครับ  อย่างน้อยก็ยังได้ทราบว่ายังมีผู้ให้ความสนใจในตัวคนแก่ ๆ ผู้ปราศจากฐานะตำแหน่งหรือชื่อเสียงใด ๆ เช่นผม  ความรู้สึกนี้ต้องขอเก็บไว้เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับหัวใจตลอดไป

เนื่องจากผมได้ตั้งมั่นมานานแล้วว่าอยากจะขออยู่เบื้องหลังเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยทำในสิ่งเล็กสิ่งน้อยเท่าที่จะทำได้ ด้วยความหวังประการเดียวว่า…วันใดที่ผมจากโลกนี้ไป ขอเพียงเสี้ยวนาทีเดียวที่มีคนคิดถึงและบอกว่าเสียดายในการจากไปของผม (เท่านั้นก็พอแล้ว) ผมจึงต้องขอตัวที่จะไม่ปรากฏต่อสาธารณชนครับ

เอาไว้ถ้าผมสามารถประคองตัวให้ผ่านวิกฤตในช่วงนี้ไปได้ จนสามารถเริ่มต้นทำในสิ่งที่หวัง จนฝันเป็นจริงขึ้นมา เมื่อถึงวันที่ผมสิ้นลมและได้เป็นอาจารย์ใหญ่สมใจแล้ว ถ้าหากพอจะมีอะไรดี ๆ เหลือทิ้งไว้กับสังคมได้บ้าง ถึงตอนนั้นถ้าใครจะคิดทำเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวผม ก็คงไม่ว่ากัน….

เสร็จงาน “ข้ามน้ำสามทวีป”  และตอบเมลที่ตกค้างเรียบร้อยแล้ว ผมก็สิ้นกังวล ตอนนี้ยังเหลือเพียงการส่งไวโอลินตัวแรกคืนไปยังคุณไพสิทธิ์  ผมหาหย่องไม่เจอก็เลยทำให้ล่าช้ามาถึงวันนี้  ต้องขอโทษคุณไพสิทธิ์ด้วยนะครับ พรุ่งนี้หรือมะรืนผมคงต้องรีบนำส่งแล้วล่ะ….

นอกจากนั้นก็มีอีกงานหนึ่งซึ่งต้องเร่งมือทำให้เสร็จ คือการปรับปรุงชั้นลอยให้เป็นที่ซ้อมดนตรีของเด็ก ๆ  โครงการนี้ยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่ เคยบอกไว้ว่าจะให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนปีก่อน  นี่ก็ใกล้เดือนเมษายนอีกครั้งแล้ว…ยังไปไม่ถึงไหนเลย!!

เหลืออีก ๓ วันเด็ก ๆ ก็จะมากันแล้ว จะทันหรือเปล่าเนี่ย?   ฝนดันมาตกซะอีก อากาศเย็น ๆ เช่นนี้ ผมไม่ค่อยอยากตอกตะปูเลยครับ!

ครูผู้สอนให้ผมรู้จักการถ่ายภาพ…
Jan 31st, 2012 by ลุงน้ำชา

วันสุดท้ายของการให้รางวัลตัวเองกำลังจะผ่านไป!!  จริง ๆ แล้ว…ในช่วงปิดเทอม ๑ เดือนที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่หวังไว้แม้แต่อย่างเดียว อยากไปเที่ยวลาวเหนือก็ไม่มีตังค์ แถมคนที่อยู่ข้างล่างก็ไม่ยอมฟื้นฟูสภาพตัวเอง ยังคงนอนรออาหาร ๓ มื้ออยู่เหมือนเดิม!  แล้วผมจะไปลาวได้อย่างไร!!  แต่ก็ประจวบเหมาะกับการจากไปของเจ้ามิวซาว ถึงได้ไปเที่ยวที่ไหน ผมก็ไม่มีกล้องที่่จะใช้บันทึกภาพอยู่ดี…

วันก่อนได้ดูเรื่องราวของช่างภาพชื่อดังแห่งเมืองชิคาโก คือคุณเอมี่ ฮาน่า หรือ ปิยฉัตร ไชยศร  เธอเคยเรียนพยาบาลที่แม็คคอร์มิคแล้วไปทำงานในอเมริกา รักการถ่ายภาพมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่ปริ้นส์รอยฯ แล้วล่ะ  ตอนเรียนก็อาสาเป็นตากล้องให้เพื่อน ๆ อยู่เป็นประจำ  พอไปเป็นพยาบาลอยู่ที่อเมริกาก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี  วันหนึ่งไปอ่านเจอประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า Photographer needed! จึงได้โทรไปติดต่อ ทางบริษัทบอกให้นำผลงานไปให้ดู พอได้เห็นเท่านั้น …บอกรับให้เข้าทำงานเป็นช่างภาพงานแต่งงานทันที!

คลิกดูผลงานใน Amie Photography ได้ ที่นี่ ครับ…

ผมฟังเรื่องช่างภาพในชิคาโกแล้ว…ทำให้คิดถึงคุณเมธี   ป่านนี้คงมีผลงานสวย ๆ สะสมไว้จำนวนนับไม่ถ้วน ผมชื่นชอบการเขียนของ ดร. ตัวจริง (ไม่ใช่ประเภทจ่ายครบจบแน่)มาก ๆ  ยังเคยคิดเลยว่าคุณเมธีน่าจะเขียนหนังสือที่มีภาพผลงานตัวเองออกจำหน่าย ผมอยากเห็นและอยากอ่านจริง ๆ ครับ

อีกคนนึงที่ผมคิดถึงก็คือ “ป้าจิ๊ก” ที่  present-friend.pantown.com

สมัยที่ผมเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ มีเพื่อน ๒ คนที่เล่นกล้องและรับหน้าที่ถ่ายภาพกิจกรรมอยู่เป็นประจำ คนแรกคือคุณชัชรินทร์ วงศ์สงวน หรือที่ผมเรียกว่า “บ่ามืด”  คน ๆ นี้เรียนช่างไฟฟ้า-อีเล็คทรอนิคส์ แต่จบแล้วกลับไม่ได้ทำงานในสายที่เรียนมา ได้ข่าวว่าไปเป็นนักเขียน เป็นผู้จัดการโฆษณาขายรถ ไปบริหารงานสวนสนุก ฯลฯ อะไรทำนองนั้น แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นคุยเรื่องรถลงใน FB อยู่เป็นประจำ

คนยืนซ้ายสุดคือคุณชัชรินทร์

ในสมุดบันทึกเล่มเงิน ผมยังมีภาพหุ่นตอนที่คุณชัชรินทร์ไปเรียนการถ่ายภาพแล้วต้องฝึกถ่ายเก็บไว้เลยครับ พอดียังหาสมุดภาพดังกล่าวไม่เจอ  ไม่งั้นคงได้นำมาให้ได้ดูกัน…

ส่วนช่างภาพอีกคนหนึ่งซึ่งผมคิดถึงมาก ๆ ก็คือ “ประจิต” หรือที่ผมเรียกว่า “ไอ้จิต”

ประจิตตีกลองให้ผมร้องเพลง I Wanna Be Free ที่หอประชุม วทก.

ถ้าจำไม่ผิดประจิตน่าจะเป็นคนโคราช  เพื่อนคนนี้แหละ…ที่สอนผมในเรื่อง “การจัดองค์ประกอบในการถ่ายภาพ  (Composition)”  โดยใช้ปากกาหมึกซึมขีดเส้น ๔ เส้นในกรอบสี่เหลี่ยมลงบนแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ  แล้วอธิบายให้ผมรู้จัก “จุดตัด ๙ ช่อง”

ภาพจุดตัด 9 ช่อง - ที่มา krungshing.com (ขอบคุณครับ)

ทั้งชัชรินทร์และประจิต คือครูผู้สอนการถ่ายภาพให้กับผม แม้ว่าทั้งสองท่านจะลืมไปแล้ว แต่ผมไม่เคยลืมครับ…

ครูต้น…
Jan 30th, 2012 by ลุงน้ำชา

เช้านี้ลำปางมีฝนตก ช่วงบ่ายร้อน ค่ำลงอากาศเย็น วันนึงมี ๓ ฤดู….มันเป็นสัญญาณเตือนว่าในอนาคต เราคงไม่พ้นที่จะพบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งจะมีเพิ่มขึ้นและหนักขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อวานนี้ ครูต้นแวะมาเยี่ยมเยียน ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน ในขณะที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปซ้อมดนตรีกับคุณปิว มือแบนโจวง “ดิเอ็นสะแม้ง”   ครูต้นนำแอปเปิ้ล ชมพู่ และส้มเขียวหวานมามอบให้ พร้อมกับแจ้งข่าวดีว่าได้รับการบรรจุเรียบร้อยแล้ว ผมก็พลอยดีใจไปกับลูกศิษย์คนนี้…

ผมอยากให้ความมั่นใจนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนที่มหิดล จุฬาหรือพายัพ ว่า “เรียนที่ไหนก็ได้ ทุกคนสามารถจบออกไปทำงานในตำแหน่งซึ่งมีความก้าวหน้าและมั่นคงได้เสมอ”  แม้จะเรียนที่ราชภัฏลำปางหรือที่ไหนก็ตาม ขอเพียงให้ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง หาความรู้ตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าไป หมั่นฝึกฝน และเปิดใจกว้าง ความสำเร็จนั้นรอคอยอยู่เบื้องหน้าแล้ว!  เผลอ ๆ อาจจะได้ดีกว่าคนที่จบสถาบันดัง ๆ ด้วยซ้ำ  ขนาดบางคนเรียนบ้างเล่นบ้าง (อย่างที่ผมเคยเห็นในช่วงที่ไปช่วยสอน) เขาเหล่านั้นก็ยังจบออกไปบรรจุเป็นครูดนตรีอยู่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ได้ในที่สุด ทุกคนล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนเป็นที่น่ายินดีสำหรับคนไร้ตำแหน่งเช่นลุงน้ำชา…

นาน ๆ จะมีโอกาสได้พบลูกศิษย์…ผมจึงถือโอกาสพาครูต้นและน้องแหม่ม(เพื่อนคู่หู)ไปดื่มกาแฟที่ Cowboy Corner  จากนั้นก็พาไปดูงานที่โรงเรียนดนตรี Cherney Music  ทำให้ได้พูดคุยกับครูหนิงครูไวโอลินของที่นั่น….

ไปเห็นกิจการของโรงเรียนดนตรี Cherney….ทำให้ได้รู้ว่าภายในนั้นหรูหราเกินคาด ไม่น่าเชื่อว่าอาคารหลังเล็ก ๆ ข้างในจะมีห้องเรียนอยู่หลายห้อง มีทั้งแกรนด์เปียโนยี่ห้อ Yamaha ในตู้โชว์มีไวโอลินราคาแพง  บนฝาผนังแขวนจอภาพขนาดใหญ่เปิดฉายคอนเสิร์ทภาพคมชัดอยู่ตลอดเวลา อืมม์…สมแล้วครับที่เป็นโรงเรียนดนตรีมีชื่อ เจ้าของเป็นนักเปียโนหนุ่มไฟแรง ซึ่งจบทางด้านนี้โดยตรงมาจากเมืองนอก!!

ประมาณสี่โมงเย็น ครูต้นเดินทางกลับไปวังชิ้น ส่วนผมก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน มีความรู้สึกเบาหวิว ความคิดลอยล่อง ทั้งที่ยังไม่เข้าบ้าน…ก็มองเห็นเข้าไปในห้องที่ใช้สอนเด็ก ๆ ซึ่งเคยถูกน้องดาต้าชี้ให้เห็นถึงความสกปรก ผมคิดถึงน้องบาร์บี้ซึ่งแสดงความหวาดกลัวเจ้ากิ้งกือที่แกว่งขาจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนพื้นห้อง คิดถึงยุงปากแหลมที่คอยจ้องดูดเลือดเด็ก ๆ รวมทั้งรูปภาพคีตกวีขนาดเล็กที่พิมพ์เองแล้วใส่ลงในกรอบรูปเล็ก ๆ นำขึ้นแขวนไว้บนผนัง

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ ๆ เพิ่งไปเห็น ผมแทบจะต้องซุกหน้าหนี…

คิดถูกแล้วที่ผมปลดป้ายรับสอนดนตรีออก…

ก่อนถึงสะพานดำ ผมรู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดพัก!!

เปรียบชีวิต…ผมก็คงไม่ต่างจากตะวันซึ่งกำลังตกดิน อีกไม่นานฟ้าก็จะมืด ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว!

นิตเทพ นราธิป
Jan 29th, 2012 by ลุงน้ำชา

ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จก่อนสิ้นเดือนตามที่ตั้งใจไว้  วันนี้หนังสือ “สามน้ำข้ามทวีป” ได้ถูกนำขึ้นเว็บให้เพื่อน ๆ ได้อ่านจนจบเล่มแล้ว   มีด้วยกัน ๒๔๗ หน้า ท่านที่อ่านถึงหน้า ๑๕๐ ก็คลิกอ่านต่อได้ ที่นี่ เลย

หรือเพื่อสะดวกในการอ่าน ผมได้แปลงให้เป็น PDF เรียบร้อยแล้วครับ สามารถคลิกดาวน์โหลดไฟล์ pdf หนังสือ “ข้ามน้ำสามทวีป” (ขนาด 26 MB) ได้ ที่นี่

เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม คุณ Nvarat Poolswasdiได้ comment ไว้ว่า…

ผู้เขียนข้ามน้ำสามทวีปนั้นเป็นน้าชายของเพื่อนผมเองครับ ท่านล่วงลับไปเมื่อกลางปี 2010 นี้เอง เหลือแต่เรื่องราวที่ลุงน้ำชาได้ถ่ายทอดให้ผมได้ติดตาม….

ผมขอกราบคารวะต่อดวงวิญญาณของนักผจญภัยผู้กล้าหาญ

ถ้าการนำ “ข้ามน้ำสามทวีป” ขึ้นเว็บให้ผู้สนใจได้อ่านครั้งนี้จัดว่าเป็นประโยชน์ ผมใคร่อุทิศความดีทั้งหมดให้กับผู้เขียน คุณนิตเทพ นราธืป คนไทยคนแรกที่ได้สร้างประวัติศาสตร์การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ด้วยการขับรถลุยเดี่ยวจากอเมริกามายังเมืองไทยเมื่อ ๔๔ ปีที่แล้ว…

“ข้ามน้ำสามทวีป” คือตำนานการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ผมโชคดีจริง ๆ ที่ได้รับรู้เรื่องราว!

ศพเกลื่อน!
Jan 27th, 2012 by ลุงน้ำชา

วันนี้ขอทำหน้าที่สัปเหร่อซักวันเหอะ…  ผมนำซากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่เคยรับใช้ผมขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ มันเป็นศพที่ไม่เน่าเปื่อย ไม่ส่งกลิ่น แต่ก็ถึงเวลาอันควรแล้วที่จะต้องบรรจุซากทั้งหมดลงถุง เพื่อทำตามคำแนะนำที่ว่าปีนี้เราต้องกำจัดสิ่งของที่รกรุงรังและไม่ได้ใช้ออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ก่อนอื่น…ผมก็อยากทำหน้าที่แทนคุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ในการชันสูตรพลิกศพ เอ๊ย…ไม่ใช่ ลืมไปว่ามันเป็นกล้องถ่ายรูป ก็แค่อยากจะแกะออกมาดูตับไตไส้พุงของกล้องบางตัวเท่านั้น….

ต้องมีเครื่องมือสำหรับชำแหละ ไม่ใช่มีดผ่าตัด แต่เป็นไขควงแบบที่ช่างนาฬิกาเค้าใช้กัน ผมไปดูที่ร้าน “เล่าจิ้นกวง” เห็นมีขายเป็นชุด ราคา ๑๖๐ และ ๑๔๐ บาท โห…แพงจัง ไม่ซื้อ!!  ขี่รถไปซื้อที่แผงขายของจิปาถะหน้าโรงหนังเก่าใกล้ตลาดอัศวิน ได้มาแล้วครับ….

ทั้งกล่องราคา ๑,๐๐๐ สตางค์ เป็นเครื่องมีคุณภาพต่ำ แต่ก็หวังว่าจะใช้งานได้  ผมนำเจ้ามิวซาวที่เพิ่งเดดซะมอเร่ไปขึ้นมาวางไว้ด้วยอีกหนึ่งศพ

ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ส่งเจ้ามิวซาวไปชุบชีวิตที่ไหน เพราะดูจากสภาพแล้วคงไม่มีหวัง แบตเตอรี่ก็เสื่อม ที่ชาร์จก็พัง ดูตรงรอยถลอกที่แผ่นปิดหน้าเลนส์ก็รู้แล้วว่ามันถูกใช้งานมาหนักหนาแค่ไหน  ผมอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เจ้ามิวซาวต้องจบชีวิตเท่่านั้นเอง!

ซื้อมา ๑,๗๐๐ บาท ตั้งแต่เจ้ามิวซาวยังสวยเช้งวับ จากนั้นก็ใช้มา ๓ ปีเต็ม ตีว่า ๑,๐๐๐ วัน ถ้าถ่ายวันละ ๑๐ ภาพ ก็เท่ากับว่าผมใช้งานมันมานับหมื่นครั้ง ตากแดดตากฝน ลุยน้ำ (แต่ไม่ลุยไฟ) มาก็หลายครั้ง ตกหรือ! ๒-๓ ครั้งเห็นจะได้  สมควรแล้วที่ต้องปิดฉากการเดินทางอยู่ในกระเป๋ากางเกงร่วมไปกับผม….

ชันสูตร…พบแล้วว่าอะไรเป็นตัวที่ทำให้เจ้ามิวซาวต้องจากไป!!!  ผมพยายามที่จะชุบชีวิตให้มันกลับมาลืมตาได้อีก แต่ก็ได้เพียงการหายใจเป็นเฮือก ๆ ก่อนที่จะเงียบไปอีก  คงเยียวยาไม่ได้แล้วล่ะ!!   อนิจจัง วัตสังขารา ท้ายที่สุดผมก็ต้องทำใจ…

ในบรรดาซากศพที่เห็น ยังมีอีกหนึ่งศพที่ผมไม่สามารถนำมาฌาปนร่วมกับเพื่อน ๆ  เจ้าตัวนั้นคือ Fufifilm finepix s5000  ซึ่งผมประมูลมาตั้ง ๖ พัน แต่ใช้งานได้ไม่นานก็เสีย  ผมนำไปให้ช่างซ่อม เค้าบอกว่าต้องรออะไหล่ แล้วนายช่างคนนั้นก็มีอันต้องย้ายไปทำงานที่จังหวัดอื่น เขานำทุกอย่างไปด้วย ไม่ว่า ตัวกล้อง momory card  แบตเตอรี่และที่ชาร์จ  ตั้งแต่นั้น…ผมไม่เคยได้พบหน้านายช่างอีกเลย

วันนี้ ถ้ามีเจ้าฟูจิอยู่ด้วยก็คงดี จะได้ฌาปนไปด้วยกันเลย…

นี่ยังไม่รวมกล้องฟิล์มและเลนส์ซูมอีกหลายตัวนะ!!

เอ้า…ถ่ายภาพเจ้า Polaroid กล้องดิจิตอลตัวแรกในชีวิตของผม มาให้ดูชัด ๆ หน่อย  หลายพันนะเนี่ย!  ช่วงนั้นใครได้ใช้กล้องดิจิตอลก็นับว่าทันสมัยสุด ๆ แล้ว

เจ้า Toshiba ตัวนี้ก็พังไปกับมือ!!

เจ้า Nikon Coolpix 2500 ตัวนี้ถ่ายภาพออกมาดีเหมือนกัน พอดีไปทำตกที่อุทัยธานี ตั้งแต่นั้นก็เลยรวนมาเรื่อย ๆ จนตายสนิท!

Canon PowerShot S200 ตัวนี้ได้มาก่อนเจ้ามิวซาว เคยพาไปเที่ยวสิงคโปร์ หลังจากนั้นไม่นานก็กลับบ้านเก่า!

เอาหละ…ได้เวลาลงถุงแล้ว  RIP นะที่รัก!

accordion สำหรับคนตัวเล็ก…
Jan 26th, 2012 by ลุงน้ำชา

จากห้องสมุดประชาชนของเทศบาลนครลำปาง…ผมเคยยืมหนังสือ “ใต้ดวงตะวันทอสกานี่ บ้านแสนสุขในอิตาลี” หนังสือหนา ๓ ร้อยกว่าหน้า ซึ่ง “กุพัชชกะ” แปลมาจาก “Under the Tuscan sun : at home in Italy” โดย Frances Mayes มาอ่าน  วันนี้ผมดาวน์โหลดหนังเรื่อง Under the Tuscan Sun 2003 มาดู  ได้อ่านหนังสือแล้วมาดูหนัง…หรือดูหนังแล้วไปอ่านหนังสือ นับว่าเป็นการเพิ่มอรรถรสในการเสพให้มากขึ้นครับ…

ชอบคนเขียนบทภาพยนต์…ผมรู้สึกทึ่งในความสามารถที่จะถ่ายทอดเรื่องราวจากหนังสือเล่มหนา ๆ ไปไว้ในภาพยนต์ความยาวไม่เกิน ๒ ชั่วโมงได้อย่างวิเศษยิ่ง บางทีก็ต้องตัดบางส่วนทิ้ง หรือไม่ก็แต่งเพิ่ม เหมือนกับการเติมน้ำปลาหรือเหยาะพริกไทยลงไป เพื่อให้ได้อาหารจานเด็ดไว้ให้บรรดานักชิมได้ลิ้มรส   อืมม….ไม่ว่าจะเป็น The Grapse of WrathOf Mice and Men, The Bridges of Madison County, Forrest Gump,  The Killing Fields หรือ  The Da Vinci Code  ก็ล้วนแล้วแต่ผ่านสายตาผมทั้งจากบนหน้ากระดาษและจอคอมพิวเตอร์  คิดว่าได้อะไรดี ๆ เยอะครับ ผมอยากแนะนำ….

เมื่อพูดถึง “อิตาลี”   ถ้าถามผมว่าจะคิดถึงอะไร ผมก็จะตอบว่า รถเวสป้า  accordion  gladiator แล้วก็ Pavarotti ครับ  คนเรามีความคิดและความชอบที่แตกต่างกันไป  ไม่เหมือนกันหมดทุกคนหรอกนะ!

วันนี้ขอพูดเรื่อง accordion หน่อยนะครับ….

สืบเนื่องจาก comment ของคุณแก้มหอมที่อยากจะปรึกษาเรื่องว่าซื้อแอคคอร์เดียนเยอรมันยี่ห้อ Hohner  รุ่น Bravo II ขนาด 48 เบส ราคาอยู่ที่ ๒๖,๕๐๐ บาท ผมคิดว่าหีบเพลงขนาด48 เบสนั้นเหมาะสำหรับคุณแก้มหอมซึ่งบอกว่าน้ำหนักไม่ถึง ๔๐ กิโลกรัมดีแล้วครับ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ามันแพงเหลือเกิน ผมเคยเข้าไปดูในเว็บ ๆ นึง เค้าไปขนสินค้ามือสองจากญี่ปุ่นมาจำหน่าย จำได้ว่ามี accordion ยี่ห้อ Yamaha

ขนาดนี้ไม่ใหญ่เกินไปสำหรับคุณแก้มหอมครับ มี 18 เบสก็ใช้ได้ครับ

มีกล่องใส่ด้วย…

ซื้ออย่างนี้ก็น่าจะประหยัดเงินได้เยอะเลย ของทำในญี่ปุ่น คิดว่าคุณภาพเสียงน่าจะดีกว่าของจีน  เห็นเค้าแจ้งราคาไว้ ๖,๐๐๐ บาท ก็ลองโทรไปสอบถามดูอีกทีก็แล้วกัน ดูประกาศขายคลิก ตรงนี้   คิดว่าน่าจะยังมีสินค้าอยู่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน

มีอีกตัวนึง ยี่ห้อ Yamaha เหมือนกัน…

ตัวนี้ขาย ๔,๕๐๐ บาท คลิกไปดูประกาศได้ ที่นี่

accordion ทั้งสองตัวเหมาะสำหรับคนตัวเล็กครับ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะเนี่ย อิอิ)

ค้นพบตำราหีบเพลง…
Jan 23rd, 2012 by ลุงน้ำชา

รับปากไว้ว่าจะต้องสแกน “ข้ามน้ำสามทวีป” นำลงใน “หนังสือเก่าของผม” ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน เมื่อวานนี้ผมเร่งมือสแกนและนำขึ้นเว็บได้อีกจนถึงหน้า ๑๕๐ คิดว่าคงทำได้ทันเพราะยังเหลืออยู่เพียง ๙๔ หน้าเอง…

พูดถึงเรื่องหนังสือ โชคดีจังที่ผมค้นเจอตำราแอคคอร์เดียนของ Palmer-Hughes เล่ม ๓ แล้ว ต่อไปคงได้นำเสนอให้เพื่อน ๆ ที่สนใจเล่นหีบเพลง รวมทั้งใช้ฝึกฝนให้ตัวเองด้วย มีเพลงเพราะ ๆ อยู่หลายเพลง ดังเช่น Little Brown Jug Polka, Cielito Lindo, Fascination, Santa Lucia, ฯลฯ

นอกจากนั้น ผมยังได้เจอหนังสืออีกเล่มนึง โผล่ออกมาได้ยังไงไม่รู้ เล่มนี้ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยทำ “ไทยประเสริฐมิวสิคเฮ้าส์” อยู่ที่เชียงใหม่โน่น…

หนังสือสารคดีท่องเที่ยวต่างแดนหนา ๒๒๐ หน้า จำหน่ายเพียงเล่มละ ๑๕ บาท อืมมม..ยุคนั้นช่างเป็นช่วงเวลาที่หนอนหนังสืออิ่มหมีพลีมันกันถ้วนหน้าจริง ๆ ผมหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้งก็ยังคงได้อรรถรสอยู่เหมือนเดิม แม้ข้อมูลในหนังสือจะล้าสมัยไปแล้ว แต่ยังคงเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในความคิดของผู้นำของเค้ากับของเราได้เป็นอย่างดี….

คุณบุญสม รดาเจริญ ได้เขียนว่า…

คนที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเยือนเมืองหลวงโซลเพียงเมืองเดียว หรือมีโอกาสเที่ยวเมืองอื่น ๆ มักอดนึกถึงรัฐบาลของเขาไม่ได้ ช่างเข้าใจสร้างสถานที่ให้ชาวบ้านพักผ่อนจิตใจเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ดีแท้ ของเก่าก็บูรณะรักษาอย่างดี ของใหม่ที่คิดว่าควรจะมีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทางการก็สร้างอยู ตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนักท่องเที่ยวเกิดความสบายใจเมื่อไปเห็นไปชม

ในใจกลางกรุงโซล มีพระราชวังเก่าแก่อยู่ใกล้ ๆ กัน ๓ วังด้วยกันคือ ต๊อคซูม กยองบ๊อค และ ชางด็อค ปราสาทบางหลังก็สร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนของเดิม บางอาคารสร้างใหม่เอี่ยมตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณ วังของเขาที่คุยว่าสวยนักสวยหนา รวมความงามทั้งหมดยังไม่เท่าขี้เล็บของพระบรมมหาราชวังของเรา แต่เขาดูแลรักษาของเก่าอย่างดี สวนไม้ดอกโดยรอบก็ตกแต่งสวยงามเอาใจใส่ตลอดเวลา ใครเห็นใครก็ติดใจ เพราะสบายตาสบายใจนั่นเอง ถ้าของเราดูแลกันแข็งขันอย่างนั้นมั่ง คงดีกว่าปัจจุบันหลายเท่า และนักท่องเที่ยวจะตลึงลานกว่านี้….

หุหุ อ่านแล้วทำให้คิดถึงผู้นำบ้านเรา คิดสร้างแต่หลักกิโลยักษ์ กระจาดกระบุงยักษ์ อะไรที่มันยักษ์ ๆ ในขณะที่ของดี ๆ ที่มีอยู่ กลับไม่คิดรักษาไว้

รู้สึกว่าเวลามันเดินเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊ปเดียว เดือนมกราคมกำลังจะผ่านไป พี่ชายผมยังไม่ยอมฟื้นฟูสภาพร่างกาย คงเลือกที่จะนอนบนเตียงไปเรื่อย ๆ ไปจนตาย ผมก็เลยไปไหนไม่ได้อยู่เหมือนเดิม!

»  Substance:WordPress   »  Style:Ahren Ahimsa