“หลวงน้ำทา” คือจุดหมายที่คิดไว้ในใจ ออกจาก ต.ม. ห้วยทราย…ผมเดินขึ้นทางชันมุ่งสู่ถนนใหญ่ เห็นชายคนหนึ่งกำลังเรียกผู้โดยสารไปหลวงน้ำทา ผมหยุดสอบถามราคา เค้าบอกว่าเป็นรถตู้ ค่าโดยสาร ๔๐๐ บาท พอเห็นผมไม่สนใจก็ลดราคาให้เป็น ๓๕๐ บาท ผมถามว่า ๓๐๐ ได้หรือไม่ เค้าตกลงทันที เร่งรัดให้ผมไปจ่ายเงินที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ทางด้านขวามือ (ข้อแนะนำ – อย่ารีบร้อน เพราะมีรถให้บริการหลายคัน โอกาสเลือกเป็นของผู้โดยสาร ถ้าจ่ายเงินไปแล้ว บางทีรถตู้คันนั้นยังมีผู้โดยสารไม่ครบ อาจทำให้ต้องรอนาน) ผมยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น ขอเดินขึ้นไปดูที่ถนนใหญ่ก่อน…
ผมเคยเขียนเปรียบเทียบการเดินทางของผมว่าเป็นเสมือนการเล่นดนตรีแจ๊สซึ่งเปิดโอกาสให้ improvise พูดง่าย ๆ ก็คือ ด้นกันสด ๆ ตรงนั้นเลย theme ก็คือ “ไปหลวงน้ำทา” แต่จะไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น…ตรงนั้น!! ไม่ใช่เรื่องใหญ่…ขออย่างเดียวคือให้มี “ความกล้า” กล้าที่จะเผชิญกับความลำบาก ความไม่แน่นอน หรือความพลิกผันใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้!
ผมหยุดถามชายคนหนึ่งถึงวิธีไปสถานีขนส่ง คำตอบคือ..ท่ารถอยู่ไกลถึง ๘ กิโลเมตร ต้องจ้างรถตุ๊ก ๆ ไปส่งในอัตรา ๑๐๐ บาท ผมคิดในใจว่าเคยอ่านในเว็บ เห็นบอกว่าระยะทางไปสถานีขนส่งแค่ ๓-๔ กิโลเมตร และราคาค่ารถตุ๊ก ๆ ก็เพียง ๔๐ บาท อืมมม…หรือจะกลายเป็นว่ายิ่งถามก็ยิ่งมากความ!
เดินต่อไปได้อีกไม่กี่ก้าว ผมก็เจอชายหนุ่มรูปร่างผอม พูดไทยชัด มาชวนให้ไปหลวงน้ำทาด้วยรถตู้ในราคา ๓๐๐ บาท ผมถามว่าถ้าจ่ายด้วยเงินกีบ…คิดเท่าไหร่? เค้าตอบว่า “๗๐ พัน” วิธีคิดเทียบเงินกีบกับเงินบาทนั้นไม่ยากครับ ให้คิดว่า ๑ พันกีบเท่ากับ ๔ บาท ถ้า ๗๐ พันก็ ๒๘๐ บาท ผมคิดดูแล้ว…ถ้าจ่ายเป็นเงินกีบก็ save เงินไว้ได้อีก ๒๐ บาท งั่ม ๆ สมองผมเริ่มคิดเล็กคิดน้อยแล้วไหมล่ะ! ขี้เหนียวหรือเปล่าเนี่ย? คงเป็นเรื่องของความประหยัดมากกว่า!
เคยศึกษาข้อมูลมาก่อนว่า ค่ารถโดยสารประจำทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา = ๕๕ พัน เอา ๔ คูณ ๕๕ ได้เป็นเงินไทย ๒๒๐ บาท เมื่อรวมค่าตุ๊ก ๆ ไปสถานีขนส่งอีก ๔๐ บาท (ถ้าไปคนเดียวอาจจะโดนมากกว่านั้น) รวมแล้วก็ ๒๖๐ บาท ยังงั้นนั่งรถตู้ไม่ดีกว่าเหรอ สบายกว่ากันเยอะ เร็วก็เร็วกว่า!

ตัดสินใจแล้วว่าจะไปหลวงน้ำทาด้วยรถตู้ ผมเดินไปแลกเงินที่บูธแลกเงินทวีสินไว้อีก ๒,๐๐๐ บาท ได้อัตราดีกว่าแลกที่ ต.ม. นิดหน่อยคือ ๑ บาท = ๒๕๖ กีบ ว้าว…ตอนนี้ผมมีเงินอยู่ตั้งเกือบล้าน(กีบ) อิอิ กระเป๋าตังค์โป่งเชียว!
แลกเงินเสร็จ…ผมก็เดินเที่ยว



ยังถ่ายรูปได้ไม่กี่บาน…ผมก็ถูกพาไปยังที่จอดรถซึ่งอยู่ไม่ไกล

เป้ของผมถูกนำไปเก็บไว้ข้างหลัง อืมมม…รถก็ยังดูใหม่ดีนะ

ผมไปนั่งรออยู่ที่ม้าหินตรงข้ามจุดจอดรถได้ไม่ถึง ๕ นาที ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า “พี่ ๆ รถออกแล้ว…” ผมรีบเดินข้ามถนนไปที่รถ เป็นงงครับ…คิดว่าจะต้องขึ้นรถทางด้านซ้าย ไปหยุดรอตรงนั้น กว่าจะรู้ว่าประตูเลื่อนอยู่อีกด้าน…ก็ปล่อยไก่ไปแล้วหนึ่งตัว! ลืมคิดไปว่าลาวขับชิดขวา-ไทยขับชิดซ้าย
รถออกจากห้วยทรายประมาณ ๑๐ โมงกว่านิด ๆ ผมโทรไปบอกที่เชียงใหม่ว่าได้ออกเดินทางแล้ว จากนั้นอีกไม่นานสัญญาณโทรศัพท์ก็หายไป…
เส้นทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา ๑๙๕ กิโลเมตร (ก็คงจะประมาณจากแพร่วิ่งไปเชียงใหม่) ถนนดีครับ แต่ไม่ดีเท่ากับของพี่ไทย ผมรู้สึกแปลกตากับการที่รถวิ่งด้านขวา คิดว่าถ้าให้ผมขับคงขับไม่ได้อย่างแน่นอน ถนนบางตอนก็คดเคี้ยว ตัดผ่านหมู่บ้าน ผมเห็นบ้านเล็กบ้านน้อยปลูกชิดติดถนน ชนิดว่าประตูอยู่ห่างจากล้อรถแค่เมตรกว่า ๆ เต็มไปด้วยฝุ่น! เห็นแม่อุ้มลูกนั่งอยู่ริมถนน เห็นสุนัขนอนกลางถนน…ไม่สนใจรถที่วิ่งผ่านไปมา เห็นเป็ดเดินข้ามถนนอย่างอ้อยอิ่ง หมูก็มี ควายก็มี ภาพอย่างนั้น…ในเมืองไทยหาดูได้ยากแล้วล่ะ! การได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งซึ่งแตกต่างจากในชีวิตประจำวัน สำหรับผมแล้ว มันคือจุดมุ่งหมายของการเดินทางที่แท้จริง

รถจอดให้เบา (“เบา” คือ “ฉี่”) ผมก็ลงไปเบากับเค้าด้วย มีโอกาสได้ถ่ายภาพรอบข้างไว้หน่อย…

มีรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอดข้างหน้า คนขับพาฝรั่งลงมาถามหาห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (Sanitary Toilet)

ออกเดินทางต่อ สาวฝรั่งนักเดินทางซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้ายังคงนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น น่าเสียดายภาพชีวิตสองข้างทางที่เธอไม่มีโอกาสได้สัมผัส…

รถตู้เที่ยวนี้มีผู้โดยสารแค่ ๔ คน ไม่นับชายคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับซึ่งเป็นคนเรียกให้ผมมาใช้บริการรถตู้ ช่วงที่จอดเบาผมได้คุยกับเค้าแล้ว ทราบว่าเป็นคนเชียงราย มาอยู่ลาวเพราะได้เมียคนลาว
พอรถออก ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายของผมก็หันมาคุยด้วย อ้าว…พูดไทยได้ด้วย! แนะนำตัวว่าชื่อ “อ้ายแก้ว” เคยเรียนที่ ว.ค. เชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นล่ามจีน-ไทย นำคนไปเที่่ยวสิบสองปันนา พอดีมีกลุ่มนักปั่นจักรยานไทยกลุ่มใหญ่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวจีนโดยใช้บริการของอ้ายแก้ว เขาจึงต้องเดินทางไปห้วยทรายเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้า คุยกันสนุกดีครับ! อ้ายแก้วเขียนเบอร์โทรฯ ติดต่อให้ผมไว้ด้วย ตอนแรกเขียนลงในกระดาษแผ่นเล็ก…
จากนั้นก็หยิบธนบัตรจีน ๑ หยวนออกมาเขียนเบอร์โทรฯ ไว้ให้อีก!

อ้ายแก้วยื่นให้ แล้วบอกว่าเศษกระดาษอาจหายได้ แต่ใบนี้คงไม่หาย
ล่ามหนุ่มออกความเห็นว่า หลวงน้ำทาไม่มีอะไรน่าเที่ยว ถึงหลวงน้ำทาเวลาประมาณนี้ น่าจะมีรถโดยสารให้นั่งต่อไปอุดมไชยได้เลย เห็นมั้ยครับ…มีเรื่องให้ improvise อีกแล้ว! สมองผมเริ่มคิด… ถ้าแวะเที่ยวหลวงน้ำทาตอนนี้ ผมจะต้องจ้างรถให้ไปส่งในเมืองซึ่งอยู่ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ ๗-๘ กิโลเมตร แล้วหาที่พักค้างคืน วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาหารถไปอุดมไชย ผมมองข้าม shot ไปถึงอนาคตโน่น…คิดว่าถ้ามีโอกาสแบกเป้ไปสิบสองปันนาตามที่ได้ฟังจากอ้ายแก้ว ผมก็จะต้องผ่านหลวงน้ำทาอีกครั้ง (สำหรับผมแล้ว…เชื่อว่ามีอะไรให้ดูมากกว่าที่อ้ายแก้วบอก) แต่ถ้าวันนี้ผมลงรถที่สถานีขนส่งแล้วสามารถตีรถไปอุดมไชยได้เลย ทำไมผมจะไม่ improvise ออกแนวนี้ล่ะ? ผมคิดไว้ในใจว่า ยังไงก็ขอดูก่อนว่ามีรถ “หลวงน้ำทา-อุดมไชย” จริงหรือเปล่า?
ไม่นานนัก…รถตู้ก็วิ่งเข้าจอดที่สถานีขนส่งหลวงน้ำทา อ้ายแก้วยกมือไหว้ร่ำลา ผมขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้ รับเป้แล้วจ่ายค่าโดยสาร ๗๐,๐๐๐ กีบ เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสใช้เงินเป็นหมื่น (อิอิ) ให้ใบละ ๒ หมื่นไป ๔ ใบ ได้เงินทอนมา ๑ หมื่น

นั่นไง…ผมเห็นที่จำหน่ายตั๋วรถ (ปี้ลด) แล้ว!

ไม่รอช้า…ผมรีบเดินเข้าไปสอบถามพนักงานสาว(สวย) ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว อ่า..ยังมีรถโดยสารไปอุดมไชยอีกคันหนึ่ง ออกเวลา ๑๔.๓๐ น. (แต่ละวันมีรถ ๓ เที่ยว ออกเวลา ๘.๓๐ น. ๑๒.๐๐ น. และ ๑๔.๓๐ น.) ค่าโดยสาร ๔๐ พัน หรือ ๑๖๐ บาท (ขึ้นราคาอีกแล้ว แต่ก่อน ๓๕ พันเอง!) ระยะทางจากหลวงน้ำทาไปอุดมไชย ๑๒๐ กิโลเมตร รถใช้เวลาวิ่ง ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมคงจะถึงปลายทางเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น
รู้แล้วว่าการเดินทางในประเทศลาววันแรกของผมจะไปสิ้นสุดลงที่ “เมืองไชย”