SIDEBAR
»
S
I
D
E
B
A
R
«
บทเพลงชีวิต
May 16th, 2012 by ลุงน้ำชา

เช้าวันนี้มีฝนตก…อดคิดไม่ได้ถึงหัวข้อสนทนากับครูหนิงเมื่อวานนี้เกี่ยวกับเรื่องหลังคาบ้านใหม่ของต้อมซาซึ่งใช้หลังคาเหล็กรีดลอนหรือที่เรียกว่าหลังคาเมทัลชีท (Metal Sheet Roofing)  แม้ใครจะไม่ชอบเสียงฝนตกกระทบหลังคาก็ตาม…แต่ผมชอบแฮะ อยู่อาคารพาณิชย์อย่างที่ผมอยู่ทุกวันนี้…ไม่มีโอกาสได้ฟังเสียงอย่างนั้นมานานแสนนาน

ผมอยากจะกลับไปอยู่กับธรรมชาติ  มีบ้านหลังเล็ก ๆ บนเนื้อที่ไม่เกิน ๒ งาน ไม่ต้องหรูไม่ต้องหรา  แต่เวลาฝนตก…ผมอยากได้ยินเสียงเม็ดฝนเคาะกับหลังคาเหมือนดั่ง triangle ที่เริ่มบทเพลง overture ด้วยน้ำเสียงเงียบเหงาเดียวดาย ก่อนเข้าสู่เสียงประโคมคึกของกลองทิมปานี   อืมมม…บทเพลงชีวิตยังไม่จบสิ้นอีกหรือเนี่ย?

ได้เห็นคลิปวิดีโอ unseen ซึ่งครูหนิงและเพื่อนคู่ใจมาถ่ายทำที่บ้านเมื่อวานนี้แล้ว  สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งก็คือความชัดเจนของกล้องซึ่งสามารถจับภาพเคราขาวได้อย่างชัดเจน ดีแล้วที่มือกล้องไม่ได้ถ่ายภาพใกล้ชิดกว่านั้น ไม่งั้นคงมีอะไร ๆ น่าเกลียดให้ได้เห็นมากกว่าพุงที่ยื่นผิดปกติ  อิอิ

วันนี้อยากจะหันกลับมาทบทวนเรื่องชีวิตสักหน่อย

บทเพลงชีวิตของผม ถ้าวงดนตรีไม่ล่มเสียกลางคัน  จุดจบ (fine) น่าจะอยู่ ณ ห้องสุดท้ายจากนี้ไปอีก ๑๐ ปี  เร็วนะครับ…ระยะเวลาแค่ ๑๐ ปี!  หลายคนจากไปก่อนหน้านั้นแล้ว  มรณะรวมอายุได้ ๗๒ ปีน่าจะเป็นตัวเลขที่สวยที่สุดก็ว่าได้  ถ้าเกินกว่านั้นก็คงไม่ไหว หรือเร็วกว่านั้นก็กลัวว่าจะยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ!

๑๐ ปีจากนี้ไป…

เรื่องการถ่ายภาพ…ผมไม่คิดอยากได้กล้องดี ๆ ที่สามารถถ่ายวิดีโอ HD ได้ชัดแจ๋วอย่างที่เห็นอีกแล้ว กล้องคอมแพคราคาไม่ถึงพันที่มีอยู่ ๒ ตัวทุกวันนี้ก็เกินพอสำหรับผม

เรื่องเครื่องดนตรี…ผมไม่อยากได้อะไรอีกเช่นกัน พอใจเท่าที่มีอยู่  มีไวโอลิน Paisitt ก็นับว่าสุดยอดแล้วครับ!

เรื่องจักรยาน…ไม่คิดซื้อ ไม่คิดเรื่องเดินทางไกลด้วยจักรยาน เพราะเป็นการฝืนสังขารเกินไป

เรื่องเขียนหนังสือ…ยังคงฝันว่าจะได้เขียนตำราดนตรีสั้น ๆ สักเล่มหนึ่งก่อนตาย

เรื่องทำเว็บ…จะรักษาเว็บ wichai.net ไปเรื่อย ๆ  อาจจะเปลี่ยนแปลงระบบการดาวน์โหลดหนังสือใน “ห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชา” เสียใหม่ โดยการทำรายการชื่อหนังสือและไฟล์อื่น ๆ ให้ไว้ ถ้าใครต้องการตำราเล่มใดก็ให้เมลแจ้ง เพื่อผมจะอัพโหลดขึ้นให้เป็นราย ๆ ไป  (ทำหน้าที่เหมือนกับบรรณารักษ์ห้องสมุด)  ส่วนการเขียนบล็อกก็จะเขียนไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก

เรื่องท่องเที่ยว…อยากแบกเป้ท่องโลกเป็นระยะ ๆ ตราบเท่าที่บ่ายังรับน้ำหนัก ๑๕-๒๐ กิโลกรัมออกก้าวเดินได้

เรื่องการเบียดเบียนผู้อื่น…จะพยายามทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  จะแยกขยะให้ได้ 100% ไปเรื่อย ๆ

สิ่งที่อยากทำมีมากเหลือเกิน…

  • อยากไปกราบเท้าอาจารย์ประทีป นุตาคม สักครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ
  • อยากตามหา Nabe เพื่อนชาวญี่ปุ่นให้เจอ
  • อยากไปหา Graham เพื่อนชาวนิวซีแลนด์ และนำเงินไปใช้คืนให้ $1,000 หรือมากกว่านั้น
  • อยากไปหาพี่อาลีและซามัดที่บังคลาเทศ
  • อยากย้อนรอยไปพม่าอีกครั้ง
  • อยากไปศรีลังกา เป็นครูอาสาสมัคร
  • อยาก ฯลฯ…….

และท้ายที่สุดคือ…อยากให้กระดูกของตัวเองถูกนำไปร้อยเรียง ลงแชล็ค แล้วนำขึ้นตั้งยืนเหมือนที่เห็นในภาพ

ผมขอกราบขออภัย ถ้ามีวุฒิภาวะมากกว่านั้น ผมคงไม่ทำดั่งที่เห็น ผมเสียใจครับ

สั้นลงทุกที….สำหรับบทเพลงชีวิตของลุงน้ำชา

หลวงน้ำทา – อุดมไชย
May 15th, 2012 by ลุงน้ำชา

ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเวียดนาม…บ่ายวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ผมกำลังจะเดินทางไปตั้งหลักที่ “เมืองไชย” หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า “อุดมไชย”   ผมรู้ว่า…จากที่นั่นจะมีรถไปเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม  รู้แค่นั้นเอง…แต่รถจะออกกี่โมง ค่ารถเท่าไหร่ ผมคงต้องไป improvise กันข้างหน้าโน่น…

ได้ใช้บริการรถตู้มายังหลวงน้ำทามาแล้ว ต่อจากนี้ผมก็จะได้ลองนั่งรถโดยสารประจำทาง(ธรรมดา)ซึ่งรูปทรงหาดูไม่ค่อยได้แล้วในเมืองไทยดูบ้าง!

ผมซื้อตั๋ว (ปี้) ในราคา ๔๐ พัน แล้วแบกเป้มาที่รถ คนรถนำเป้ของผมเข้าเก็บไว้ด้านหลัง…

คิดขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่เช้าเพิ่งได้กินปาท่องโก๋ ๒ ตัวกับกาแฟร้อน นอกนั้นไม่มีอะไรตามลงท้องอีกเลย แปลกจริงที่ผมไม่รู้สึกหิว สิ่งแปลกใหม่ที่ได้พบได้เห็นทำให้ผมลืมสิ้นว่าต้องกินยาหลังอาหาร!   ผมจะต้องเติมพลังเพื่อให้เดินทางต่อไปได้อย่างสดชื่น  เดินไปดูร้านรวงที่อยู่ข้าง ๆ สถานีขนส่ง เห็นปลานิลทอดตัวเล็ก ๆ ซึ่งถ้าเป็นที่หน้าโรงงาน UFC ใกล้บ้าน ราคาก็ไม่เกิน ๒๐ บาท แต่ผมถามแม่ค้าแล้วปรากฏว่าที่นั่นตัวละ ๑๐ พันหรือเท่ากับ ๔๐ บาท   อืมมม…จริงด้วย ผมเคยได้ยินมาว่าอาหารในลาวแพงกว่าในเมืองไทยเท่าตัว

ผมเดินไปจนถึงร้านสุดท้ายซึ่งมีป้ายเมนูอาหารและเครื่องดืมให้ได้พิจารณา…

ชา-กาแฟ ๒๐ บาท  แซนวิช ๔๐-๖๐ บาท  สลัดทูน่า ๑๐๐ บาท  ข้าวผัดไก่ ๖๐ บาท  หุหุ เห็นแล้วคิดถึงอาหารตามสั่งที่บ้านสบตุ๋ย…

ผมเดินกลับมาที่รถ มองหาให้คนรถช่วยเปิดฝาหลังแล้วนำเป้ออกมา หิ้วเป้ไปวางพิงเก้าอี้ แล้วเปิดออก นำกล้วยตากและขนมปังโฮลวีทออกมา ผมเคยบอกแล้วว่าเจ้าเสบียงที่พกพาไปด้วย บางครั้งก็สามารถช่วยเราได้  วันนี้กล้วยตาก ๓ ลูกกับขนมปัง ๒ แผ่น ทำให้ผมสามารถกินยาหลังอาหารได้ และความหิวก็ไม่มาถามหา…

สบายท้องแล้ว ผมเดินดูรอบ ๆ เห็นไม้กวาดลาวมีด้ามทำด้วยหวาย น่าใช้จริง ๆ  จึงถ่ายภาพไว้ ก่อนที่จะนำเป้ขึ้นรถเพื่อหาที่นั่ง งั่ม ๆ เนื้อที่แคบจัง ผมวางเป้ไว้ด้านหน้า เกือบจะไม่มีที่ว่างให้วางขา   เอาหละ….พร้อมแล้ว!  ผมนั่งรอเวลา…

ก่อนรถออก…ผมลงจากรถไปห้องน้ำที่เห็นในภาพ  รู้ดีว่าการเดินทางยังอีกยาวไกลและกินเวลาหลายชั่วโมง  ยังไง ๆ ก็ต้องขอ empty my bladder ไว้ก่อน…

ค่าใช้ห้องน้ำ ๑,๐๐๐ กีบ หรือ ๔ บาท  ผมล้วงเหรียญห้าบาทของไทยให้ไป…

เพื่อน ๆ คงไม่ว่า ที่ผมถ่ายภาพห้องสุขามาให้ดู….

ใกล้เวลารถออก ผู้โดยสารขึ้นมาเพิ่มจนเกือบเต็มรถ หลายคนพูดภาษาจีนที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง สาว ๆ หน้าตาหมวยก็มี  เด็ก ๆ ก็มี…

รถออกเวลา ๑๔.๔๐ น. มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่ “เมืองไชย”  ระยะทาง ๑๒๐ กิโลเมตร

ผมนั่งดูถนนหนทางไปตลอด  ถ้ารถหยุด แล้วสามารถถ่ายภาพได้…ผมก็จะทำ  แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีโอกาสได้จับภาพสวย ๆ กว่าจะหยิบกล้องออกจากกล่อง เปิดสวิชให้กล้องทำงาน รถก็ออกวิ่งต่อซะแล้ว…

ได้แต่เก็บภาพไว้ในความทรงจำด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น..

รถวิ่งไปเรื่อย ๆ ผู้โดยสารก็เหลือน้อยลงทุกที!

ในที่สุด ประมาณ ๕ โมงกว่า ๆ รถก็วิ่งเข้าสู่ตัวเมือง  หัวใจผมเต้นแรงขึ้น…เมื่อเห็นอาคารบ้านเรือน เห็นป้าย “เฮือนพัก” ผ่านตาไปในขณะที่รถวิ่งเข้าสู่สถานีขนส่ง…

ลงจากรถ…ผมรีบตรงไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว เห็นเขียนไว้ที่กระจกว่ามีรถไปเดียนเบียนฟูวันละ ๑ เที่ยว (หุหุ เรามาถูกทางแล้ว!)  ผมถามว่ารถออกกี่โมง  คำตอบคือ ๘.๓๐ น.  งั้นดีแล้ว พักค้างแรมก่อน ๑ คืน แล้วพรุ่งนี้เช้าก็ค่อยมาซื้อตั๋วเดินทางต่อไปยังเดียนเบียนฟู….

ถ่ายภาพเจ้ารถน่ารักไว้หน่อย…

การเดินทางจากหลวงน้ำทาถึงอุดมไชยของผมสิ้นสุดลงแล้ว พร้อม ๆ กับแสงอาทิตย์ที่กำลังเริ่มทอแสง  ผมจะต้องแข่งกับเวลา หา “เฮือนพัก” ให้ได้ เพื่อจะได้พักกายซึ่งตื่นมาตลอดตั้งแต่ก่อน ๖ โมงเช้าที่เชียงของซะที!

การเดินทางเช่นนี้แหละถึงจะมีรสชาติ!

มากันครบ…
May 13th, 2012 by ลุงน้ำชา

เขียนเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวมาหลายวันติดต่อกัน ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ เบื่อแล้วหรือยัง?   ผมขอเปลี่ยนไปเล่าเรื่อง string class บ้างจะดีกว่า

๑๑ โมงเช้าวันนี้…น้องบาร์บี้มาเรียนเชลโลตามปกติ!   ๓๐ นาทีแรก…ผมทบทวนเรื่องของเสกลและเพลงที่เคยเล่นแล้ว หลังจากนั้นก็ฝึกให้บาร์บี้เล่นเพลง Canon ของ Pachelbel ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายในแบบฝึกหัด Strictly Strings  เล่ม ๑

บาร์บี้ตัวโตขึ้นเยอะ มีนิ้วที่แข็งแรงกว่าเดิม ที่สำคัญคือมีวุฒิภาวะสูงขึ้น!  สามารถนั่งเรียน ๑ ชั่วโมงเต็ม ๆ ได้โดยไม่มีปัญหา เพลงโปรดของบาร์บี้คือ “งูในตะกร้า” และ “ซากุระ”

๑๓.๐๐ น. – ๑๕.๐๐ น. เป็นช่วงเวลาของ string class  วันนี้นักเรียนมากับครบทั้ง ๘ คน เราเปลี่ยนมาเรียนกันที่ชั้นล่าง เพราะไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนบนชั้นลอย….

String class ผ่านไปด้วยดีอีกวันนึง ผมได้แต่หวังว่าอีกหน่อยอาจจะมีสมาชิกวงเพิ่มขึ้น!

อ่อ…วันนี้ผมอยากจะแจ้งเรื่อง “ห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชา” ด้วยครับ กล่าวคือสัญญาเช่าพื้นที่ของ 4shared.com กำลังจะสิ้นสุดในวันนี้ (๑๓ พ.ค. ๕๕)  ผมได้พยายามที่จะจ่ายค่าเช่าในปีต่อไปจำนวน $77 ให้กับทาง 4shared แต่พอดีทางเว็บเค้าเปลี่ยนระบบการชำระเงินให้ไปผ่าน PayPal   เป็นผลให้ผมไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินได้  ผมได้พยายามหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ  ถ้าหากสมาชิกภาพแบบ premium บน 4shared ของสิ้นสุดลง  คงทำให้เพื่อน ๆ ไม่สามารถดาวน์โหลดไฟล์ตำรับตำราส่วนใหญ่ได้อีกต่อไป…

ผมกำลังพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้ หวังว่าคงจะสำเร็จในไม่ช้า! 

ห้วยทราย – หลวงน้ำทา
May 12th, 2012 by ลุงน้ำชา

“หลวงน้ำทา” คือจุดหมายที่คิดไว้ในใจ  ออกจาก ต.ม. ห้วยทราย…ผมเดินขึ้นทางชันมุ่งสู่ถนนใหญ่ เห็นชายคนหนึ่งกำลังเรียกผู้โดยสารไปหลวงน้ำทา ผมหยุดสอบถามราคา เค้าบอกว่าเป็นรถตู้  ค่าโดยสาร ๔๐๐ บาท  พอเห็นผมไม่สนใจก็ลดราคาให้เป็น ๓๕๐ บาท ผมถามว่า ๓๐๐ ได้หรือไม่  เค้าตกลงทันที   เร่งรัดให้ผมไปจ่ายเงินที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ทางด้านขวามือ  (ข้อแนะนำ – อย่ารีบร้อน เพราะมีรถให้บริการหลายคัน โอกาสเลือกเป็นของผู้โดยสาร ถ้าจ่ายเงินไปแล้ว บางทีรถตู้คันนั้นยังมีผู้โดยสารไม่ครบ อาจทำให้ต้องรอนาน)  ผมยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น ขอเดินขึ้นไปดูที่ถนนใหญ่ก่อน…

ผมเคยเขียนเปรียบเทียบการเดินทางของผมว่าเป็นเสมือนการเล่นดนตรีแจ๊สซึ่งเปิดโอกาสให้ improvise  พูดง่าย ๆ ก็คือ ด้นกันสด ๆ ตรงนั้นเลย  theme ก็คือ “ไปหลวงน้ำทา” แต่จะไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น…ตรงนั้น!!  ไม่ใช่เรื่องใหญ่…ขออย่างเดียวคือให้มี “ความกล้า”  กล้าที่จะเผชิญกับความลำบาก ความไม่แน่นอน หรือความพลิกผันใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้!

ผมหยุดถามชายคนหนึ่งถึงวิธีไปสถานีขนส่ง  คำตอบคือ..ท่ารถอยู่ไกลถึง ๘ กิโลเมตร ต้องจ้างรถตุ๊ก ๆ ไปส่งในอัตรา ๑๐๐ บาท ผมคิดในใจว่าเคยอ่านในเว็บ เห็นบอกว่าระยะทางไปสถานีขนส่งแค่ ๓-๔ กิโลเมตร และราคาค่ารถตุ๊ก ๆ ก็เพียง ๔๐ บาท  อืมมม…หรือจะกลายเป็นว่ายิ่งถามก็ยิ่งมากความ!

เดินต่อไปได้อีกไม่กี่ก้าว ผมก็เจอชายหนุ่มรูปร่างผอม พูดไทยชัด มาชวนให้ไปหลวงน้ำทาด้วยรถตู้ในราคา ๓๐๐ บาท ผมถามว่าถ้าจ่ายด้วยเงินกีบ…คิดเท่าไหร่?  เค้าตอบว่า “๗๐ พัน”   วิธีคิดเทียบเงินกีบกับเงินบาทนั้นไม่ยากครับ ให้คิดว่า ๑ พันกีบเท่ากับ ๔ บาท  ถ้า ๗๐ พันก็ ๒๘๐ บาท  ผมคิดดูแล้ว…ถ้าจ่ายเป็นเงินกีบก็ save เงินไว้ได้อีก ๒๐ บาท  งั่ม ๆ สมองผมเริ่มคิดเล็กคิดน้อยแล้วไหมล่ะ!  ขี้เหนียวหรือเปล่าเนี่ย?  คงเป็นเรื่องของความประหยัดมากกว่า!

เคยศึกษาข้อมูลมาก่อนว่า ค่ารถโดยสารประจำทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา = ๕๕ พัน   เอา ๔ คูณ ๕๕ ได้เป็นเงินไทย ๒๒๐ บาท  เมื่อรวมค่าตุ๊ก ๆ ไปสถานีขนส่งอีก ๔๐ บาท (ถ้าไปคนเดียวอาจจะโดนมากกว่านั้น)  รวมแล้วก็ ๒๖๐ บาท  ยังงั้นนั่งรถตู้ไม่ดีกว่าเหรอ  สบายกว่ากันเยอะ  เร็วก็เร็วกว่า!

ตัดสินใจแล้วว่าจะไปหลวงน้ำทาด้วยรถตู้  ผมเดินไปแลกเงินที่บูธแลกเงินทวีสินไว้อีก ๒,๐๐๐ บาท ได้อัตราดีกว่าแลกที่ ต.ม. นิดหน่อยคือ ๑ บาท = ๒๕๖ กีบ ว้าว…ตอนนี้ผมมีเงินอยู่ตั้งเกือบล้าน(กีบ) อิอิ  กระเป๋าตังค์โป่งเชียว!

แลกเงินเสร็จ…ผมก็เดินเที่ยว

ยังถ่ายรูปได้ไม่กี่บาน…ผมก็ถูกพาไปยังที่จอดรถซึ่งอยู่ไม่ไกล

เป้ของผมถูกนำไปเก็บไว้ข้างหลัง  อืมมม…รถก็ยังดูใหม่ดีนะ

ผมไปนั่งรออยู่ที่ม้าหินตรงข้ามจุดจอดรถได้ไม่ถึง ๕ นาที  ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า “พี่ ๆ รถออกแล้ว…”   ผมรีบเดินข้ามถนนไปที่รถ เป็นงงครับ…คิดว่าจะต้องขึ้นรถทางด้านซ้าย ไปหยุดรอตรงนั้น กว่าจะรู้ว่าประตูเลื่อนอยู่อีกด้าน…ก็ปล่อยไก่ไปแล้วหนึ่งตัว!  ลืมคิดไปว่าลาวขับชิดขวา-ไทยขับชิดซ้าย

รถออกจากห้วยทรายประมาณ ๑๐ โมงกว่านิด ๆ ผมโทรไปบอกที่เชียงใหม่ว่าได้ออกเดินทางแล้ว จากนั้นอีกไม่นานสัญญาณโทรศัพท์ก็หายไป…

เส้นทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา ๑๙๕ กิโลเมตร (ก็คงจะประมาณจากแพร่วิ่งไปเชียงใหม่)  ถนนดีครับ แต่ไม่ดีเท่ากับของพี่ไทย  ผมรู้สึกแปลกตากับการที่รถวิ่งด้านขวา คิดว่าถ้าให้ผมขับคงขับไม่ได้อย่างแน่นอน  ถนนบางตอนก็คดเคี้ยว ตัดผ่านหมู่บ้าน ผมเห็นบ้านเล็กบ้านน้อยปลูกชิดติดถนน ชนิดว่าประตูอยู่ห่างจากล้อรถแค่เมตรกว่า ๆ  เต็มไปด้วยฝุ่น!   เห็นแม่อุ้มลูกนั่งอยู่ริมถนน เห็นสุนัขนอนกลางถนน…ไม่สนใจรถที่วิ่งผ่านไปมา เห็นเป็ดเดินข้ามถนนอย่างอ้อยอิ่ง  หมูก็มี ควายก็มี ภาพอย่างนั้น…ในเมืองไทยหาดูได้ยากแล้วล่ะ!   การได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งซึ่งแตกต่างจากในชีวิตประจำวัน  สำหรับผมแล้ว มันคือจุดมุ่งหมายของการเดินทางที่แท้จริง

รถจอดให้เบา  (“เบา” คือ “ฉี่”)  ผมก็ลงไปเบากับเค้าด้วย มีโอกาสได้ถ่ายภาพรอบข้างไว้หน่อย…

มีรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอดข้างหน้า คนขับพาฝรั่งลงมาถามหาห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (Sanitary Toilet)

ออกเดินทางต่อ  สาวฝรั่งนักเดินทางซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้ายังคงนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น  น่าเสียดายภาพชีวิตสองข้างทางที่เธอไม่มีโอกาสได้สัมผัส…

รถตู้เที่ยวนี้มีผู้โดยสารแค่ ๔ คน ไม่นับชายคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับซึ่งเป็นคนเรียกให้ผมมาใช้บริการรถตู้  ช่วงที่จอดเบาผมได้คุยกับเค้าแล้ว ทราบว่าเป็นคนเชียงราย มาอยู่ลาวเพราะได้เมียคนลาว

พอรถออก ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายของผมก็หันมาคุยด้วย  อ้าว…พูดไทยได้ด้วย!  แนะนำตัวว่าชื่อ “อ้ายแก้ว” เคยเรียนที่ ว.ค. เชียงใหม่  ปัจจุบันเป็นล่ามจีน-ไทย  นำคนไปเที่่ยวสิบสองปันนา  พอดีมีกลุ่มนักปั่นจักรยานไทยกลุ่มใหญ่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวจีนโดยใช้บริการของอ้ายแก้ว เขาจึงต้องเดินทางไปห้วยทรายเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้า  คุยกันสนุกดีครับ!   อ้ายแก้วเขียนเบอร์โทรฯ ติดต่อให้ผมไว้ด้วย ตอนแรกเขียนลงในกระดาษแผ่นเล็ก…

จากนั้นก็หยิบธนบัตรจีน ๑ หยวนออกมาเขียนเบอร์โทรฯ ไว้ให้อีก!

อ้ายแก้วยื่นให้ แล้วบอกว่าเศษกระดาษอาจหายได้ แต่ใบนี้คงไม่หาย

ล่ามหนุ่มออกความเห็นว่า หลวงน้ำทาไม่มีอะไรน่าเที่ยว  ถึงหลวงน้ำทาเวลาประมาณนี้ น่าจะมีรถโดยสารให้นั่งต่อไปอุดมไชยได้เลย  เห็นมั้ยครับ…มีเรื่องให้ improvise อีกแล้ว!   สมองผมเริ่มคิด… ถ้าแวะเที่ยวหลวงน้ำทาตอนนี้ ผมจะต้องจ้างรถให้ไปส่งในเมืองซึ่งอยู่ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ ๗-๘ กิโลเมตร แล้วหาที่พักค้างคืน  วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาหารถไปอุดมไชย  ผมมองข้าม shot ไปถึงอนาคตโน่น…คิดว่าถ้ามีโอกาสแบกเป้ไปสิบสองปันนาตามที่ได้ฟังจากอ้ายแก้ว ผมก็จะต้องผ่านหลวงน้ำทาอีกครั้ง (สำหรับผมแล้ว…เชื่อว่ามีอะไรให้ดูมากกว่าที่อ้ายแก้วบอก)  แต่ถ้าวันนี้ผมลงรถที่สถานีขนส่งแล้วสามารถตีรถไปอุดมไชยได้เลย  ทำไมผมจะไม่ improvise ออกแนวนี้ล่ะ?   ผมคิดไว้ในใจว่า ยังไงก็ขอดูก่อนว่ามีรถ “หลวงน้ำทา-อุดมไชย” จริงหรือเปล่า?

ไม่นานนัก…รถตู้ก็วิ่งเข้าจอดที่สถานีขนส่งหลวงน้ำทา  อ้ายแก้วยกมือไหว้ร่ำลา ผมขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้  รับเป้แล้วจ่ายค่าโดยสาร ๗๐,๐๐๐ กีบ  เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสใช้เงินเป็นหมื่น (อิอิ)  ให้ใบละ ๒ หมื่นไป ๔ ใบ ได้เงินทอนมา ๑ หมื่น

นั่นไง…ผมเห็นที่จำหน่ายตั๋วรถ (ปี้ลด) แล้ว!

ไม่รอช้า…ผมรีบเดินเข้าไปสอบถามพนักงานสาว(สวย) ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว  อ่า..ยังมีรถโดยสารไปอุดมไชยอีกคันหนึ่ง ออกเวลา ๑๔.๓๐ น. (แต่ละวันมีรถ ๓ เที่ยว ออกเวลา ๘.๓๐ น.  ๑๒.๐๐ น. และ ๑๔.๓๐ น.)  ค่าโดยสาร ๔๐ พัน หรือ ๑๖๐ บาท  (ขึ้นราคาอีกแล้ว แต่ก่อน ๓๕ พันเอง!)  ระยะทางจากหลวงน้ำทาไปอุดมไชย ๑๒๐ กิโลเมตร รถใช้เวลาวิ่ง ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมคงจะถึงปลายทางเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น

รู้แล้วว่าการเดินทางในประเทศลาววันแรกของผมจะไปสิ้นสุดลงที่ “เมืองไชย”

บ้านห้วยทราย – สองฝั่งโขง
May 11th, 2012 by ลุงน้ำชา

สายนทีรินหลั่งจากฟ้า แบ่งพสุธาเป็นซ้ายและขวาสองฝั่ง หากน้ำกั้นกลางนั้นบ่สำคัญ แต่ความสัมพันธ์ของเรามั่นคงเรื่อยไป  ถึงไกลกันคนละฝั่งของ ต่างหมายปรองดอง มุ่งหวังทั้งสองจนได้ ด้วยความใฝ่ฝันมั่นสุดหัวใจ ปักฝังทรวงในเหมือนใจเดียวกัน ทั้งสองฝั่งกั้นกลางด้วยสายนที แต่ประเพณีนั้นบ่ต่างกัน ชาติลาวและไทยก่อนนั้นเคยได้สัมพันธ์ร่วมสายโลหิตเดียวกัน  เพียงน้ำเท่านั้นมากั้นแบ่งกลาง   ขอฟ้าดินจงเป็นสักขี โปรดคิดปราณี จงอย่าได้มีวันห่าง อย่าให้สัมพันธ์นั้นต้องจืดจาง ฝากฝังชีวีเหนือนทีสองฝั่งเอย ขอฟ้าดินจงเป็นสักขี โปรดคิดปราณี จงอย่าได้มีวันห่าง อย่าให้สัมพันธ์นั้นต้องจืดจาง ฝากฝังชีวีเหนือนทีสองฝั่งเอย

เพลง “สองฝั่งโขง” แต่งโดย จำปา ลัดตะนะสะหวัน นามปากกาว่า “สุลิวัต” เป็นข้าราชการลาวที่รัฐบาลให้ทุนมาเรียนวิชาช่างสำรวจที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ เมื่อปี ๒๔๙๖  (ที่มา – http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3183808/L3183808.html)

เช้าวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕  หลังจากผ่านขั้นตอนการประทับตราขาออกที่ด่าน ต.ม. อำเภอเชียงของ ผมก็รีบสาวเท้าแบกเป้ตรงไปยังจุดที่เรือจอดอยู่…

พอไปถึงก็ได้ยินเสียงคนเรือกำลังบอกให้นักท่องเที่ยวสาว ๆ ไปซื้อตั๋วก่อน….

อ้าว…ผมก็ยังไม่มีตั๋วเหมือนกัน  ต้องเดินกลับขึ้นไปที่จุดขายตั๋วซึ่งอยู่ใกล้นิดเดียว  (เมื่อกี้ก็เพิ่งเดินผ่านมา)

ซื้อตั๋วได้มาแล้ว…

จากนั้นก็ไปลงเรือ  เรือลำนึงบรรทุกผู้โดยสาร ๑๒ คน เต็มออก ๆ  ผมเป็นลูกน้ำคลอง(บางแวก ภาษีเจริญ)อยู่แล้ว ไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย!

เจ้าหน้าที่ลาวถ่ายรูปผู้โดยสารเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย  (หุหุ เจ้าถ่ายข้อยได้ ข้อยขอถ่ายเจ้านำได้บ่อ?)

พอถึงฝั่งลาว ผมก็ลงจากเรือ แล้วรีบแบกเป้เดินขึ้นไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สปป. ลาว ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ…

โห…มีฝรั่งนักท่องเที่ยวมากมาย ก็คงเป็นช่วงเช้านี่แหละที่มีคนเยอะ…

ผมเคยเขียนแนะนำเรื่องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยทรายไว้ในบล็อกช่างเหอะ  เพื่อน ๆ สามารถคลิกอ่านได้ ที่นี่

ผมวางเป้ลงใกล้ ๆ กับม้าหิน แล้วรีบไปขอแบบฟอร์มมากรอก เจ้าหน้าที่ลาวชี้ให้ไปขอที่ช่องหน้าต่างตรงที่ฝรั่งพวกนั้นกำลังยืนรออยู่ ขอได้มาแล้วผมก็นำไปนั่งกรอกที่ม้าหิน  เสร็จแล้วก็ถือหนังสือเดินทางและแบบฟอร์มที่กรอกเรียบร้อยไปมองหาช่องทางที่จะได้ประทับตราเข้าเมือง ทีแรกก็เป็นงงเพราะคนเยอะเหลือเกิน มองไม่เห็นคนไทยเลย เห็นชาวสิงคโปร์ ๓ คนต่อคิวอยู่ท้ายแถว  ผมเดินขึ้นไปดูข้างบน ระหว่างที่กำลังมองซ้ายมองขวาค้นหาความจริง ยายแหม่มแก่คนหนึ่งก็ไล่ให้ผมไปต่อท้ายแถว ผมขึ้นเสียงบอกไปว่า “รู้แล้วน่า ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าฯ ไม่มาแทรกตรงนี้หรอก กำลังมองหาช่องทางอยู่(โว้ย!!)”

ก็จริง ๆ แหละ ผู้คนเหล่านั้นเป็นนักเดินทางเข้าลาวที่ต้องทำ visa on arrival  มันยืนกันเต็มไปหมด บดบังช่องทางไม่ให้คนอื่นได้ทำอะไร!! ผมเห็นคนสิงคโปร์ไปยืนอยู่บริเวณ Immigration Passport Check  พร้อม ๆ กับได้ยินเสียงคนบอกให้ผมตามไปยื่นหนังสือเดินทางตรงช่องนั้น  ผมรีบทำตาม แทรกตัวฝ่าฝูงคน นำ passport ไปยืนให้เจ้าหน้าที่ลาว  ใช้เวลาแป๊ปเดียว!   เสียงประทับตราลงบนหนังสือเดินทางเหมือนกับเสียงสวรรค์  ผมรับมันคืนมาด้วยความยินดี  ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีตราประทับขาเข้า สปป. ลาวอย่างถูกต้อง…

โอเค… ผมถือ passport ไว้แน่น แล้วเบียดตัวผ่านยายแหม่มปากจัดคนนั้นออกไปหาเป้อย่างทุลักทุเล  ปากส่งเสียงว่า “Sorry, sorry!” แต่ในใจผมคิดว่า “รอไปเหอะ  ยาย…เอ๊ย!”

ก่อนแบกเป้ออกจาก ต.ม. ลาว ผมแลกเงินตรงจุดแลกเงินด้วยเงิน ๑,๐๐๐ บาท  ได้เงินลาวมา ๒๕๐,๐๐๐ กีบ เป็นธนบัตรปึกใหญ่ที่ทำให้กระเป๋าเสื้อจิ้งโจ้ของผมพองโต!  หลังจากตรวจสอบว่าไม่ลืมอะไรทิ้งไว้บนโต๊ะ  ผมยกเป้ขึ้นบ่า รัดเข็มขัดคาดเอวให้กระชับ เอามือสำรวจหนังสือเดินทางและกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในเสื้อจิงโจ้อีกครั้ง  ก่อนที่จะลงบันได  เลี้ยวขวา แล้วเดินตรงขึ้นไปยังถนนใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า

ต้องผ่านบูธทางด้านซ้ายมือ ซึ่งมีเจ้าหน้าขอดู passport เพื่อตรวจสอบก่อนว่าผู้มาเยือนมีเอกสารประทับตราอย่างถูกต้อง..

เรียบร้อย!  ผมข้ามสองฝั่งโขงมาแล้ว ขณะนี้กำลังจะเดินทางต่อไปยังดินแดนที่ทำให้ผมยิ้มได้อย่างมีความสุข!

เชียงของ – ก่อนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ
May 10th, 2012 by ลุงน้ำชา

เช้าวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ผมมีเวลาไม่มาก…ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ท่าเรือบั๊ค เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศลาว หลังจากได้กินปาท่องโก๋ตามที่ตั้งใจไว้ ผมก็เดินกลับที่พักโดยแวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ  วัดวาอารามซึ่งน่าสนใจอย่างเช่น “วัดศรีดอนชัย” และ “วัดพระแก้ว” ยังคงไม่เปิด ผมได้แค่เพียงเดินดูโดยรอบ

หุหุ ที่เปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมงน่าจะเป็นเจ้าตู้ที่เห็นเรียงกันอยู่นั่น!

เชียงของมีอะไรดี ๆ ให้ชมเยอะ การเยือนเชียงของน่าจะเป็นความตั้งใจไปเที่ยวจริง ๆ มิใช่แค่ใช้เป็นเมืองผ่าน  ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องพักอยู่สัก ๒ คืน จะได้เที่ยวชมอย่างทั่วถึง  จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน… มิใช่แค่บานประตูที่ปิดอยู่  ไม่เป็นไรครับ…ครั้งนี้ผมต้องเร่งรีบเก็บเกี่ยวก่อนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ เอาไว้กลับมาเที่ยวเชียงของแบบจริง ๆ จัง ๆ ผมจะต้องเจาะลึกให้ได้มากกว่านี้

พอดีเดินผ่านสถานพยาบาล….

เลยมาอีกนิด….ได้เห็นพระภิกษุเดินบิณฑบาต

เมื่อกลับมาถึงที่พัก มีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย ผมได้คุยกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์  ฝรั่งสาว(อ้วน)ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ในกรุงเทพฯ และข้าราชการกรมทรัพยากรธรณีจากจังหวัดลำปาง แต่ละคนมีชีวิตและเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

ก่อน ๘ โมง ต้องกลับขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำสระผม แต่งตัว และแพ็คของลงเป้ ผมเตรียมเช็คเอ้าท์จากบ้านฝ้ายเกสต์เฮ้าส์   (คำแนะนำ – ก่อนออกจากห้อง อย่าลืมตรวจตราให้แน่ใจว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ ใต้เตียงควรก้มลงไปสำรวจด้วยว่ามีอะไรตกลงไปหรือเปล่า  หมอนและผ้าห่มควรวางให้เรียบร้อยดูดี  อย่าให้โดนด่าตามหลัง)

เวลา ๘.๑๕ น. ลงจากที่พัก เจอเจ้าของพอดี ผมยื่นกุญแจคืนให้ แล้วเดินไปที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งอยู่ไม่ไกล  รอจนเปิดทำการเวลา ๘.๓๐ น. ผมเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปขอส่งไปรษณียบัตรจำนวน ๗ ฉบับ  เจ้าพนักงานคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น (อีกแล้ว)  มารู้ว่าเป็นคนไทยเมื่อได้ยินผมถามว่า “ต้องติดแสตมป์เท่าไหร่?”  คำตอบคือ…ไปรษณียบัตรเสียค่าส่งฉบับละ ๒ บาท  ผมไม่ต้องซื้อแสตมป์แล้วนำมาป้ายน้ำลายติดเองเหมือนในอดีต แสตมป์ดวงละ ๒ บาทก็ไม่มีจำหน่ายแล้วด้วย  จ่ายตังค์ ๑๔ บาทแล้ว…ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น บุรุษไปรษณีย์ท่านพิมพ์ sticker ออกจากเครื่องแล้วปิดลงบนไปรษณียบัตรให้เสร็จ!

ผมเดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์เชียงของ แวะซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่อีก ๑ ขวด (๑๔ บาท) กระดาษทิซซู่แบบนุ่ม ๑ แพ็ค (๑๖ บาท)  ก่อนที่จะยืดตัวตรง กระชับเป้ให้รัดกุม แล้วก้าวเดินสู่ท่าเรือบั๊คด้วยความมั่นใจ  บอกตัวเองว่า “การผจญภัยเริ่มต้นแล้ว”

เดินไปพร้อมกับกล้อง Canon PowerShot A460 ในกล่องที่แขวนไว้กับคอ  มีบางจุดที่ผมต้องหยุด นำกล้องออกมาบันทึกภาพซึ่งดูแปลกตาเก็บไว้

จวนถึงท่าเรือบั๊ค ผมพร้อมที่จะเดินทางออกจากประเทศไทยแล้วครับ!

หมายเหตุ – ถึงตอนนี้ เสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว ๔๖๒ บาท

เชียงของ – วันที่สองของการเดินทาง
May 9th, 2012 by ลุงน้ำชา

วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ผมตื่นก่อน ๖ โมงเช้า รีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วแต่งตัวออกไปชมเวียงเชียงของยามอรุณรุ่ง!  เดินผ่านบริเวณเกสต์เฮ้าส์…ผมเห็นร่มคันใหญ่ล้ม กิ่งไม้หัก ใบไม้เกลื่อน ข้าวของกระจัดกระจายเพราะลมแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา

ยังเช้าอยู่…ถนนว่าง มีเพียงรถจักรยานยนต์วิ่งผ่านไป..ในขณะที่ผมยกกล้องขึ้นจับภาพอาคารไม้เก็บไว้  ผมก้าวเดินไปทางตลาดประตูชัยด้วยความระมัดระวัง ในเว็บ chiangkong.net มีคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมยามเช้าว่า “ตลาดเช้า (ตลาดประตูชัย) เป็นตลาดสดของพ่อค้าแม่ขายชาวเชียงของ แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง และร้านปาท่องโก๋ตลาดกาดแลง บริการปาท่องโก๋ เสริฟพร้อมกาแฟร้อน….”  ปกติผมเป็นคนที่ไม่กินปาท่องโก๋เพราะคิดว่าเป็นอาหารมีเพียงแป้งและน้ำมัน แต่เช้านี้ผมอยากมีประสบการณ์ที่จะได้จดจำไว้ ก็คือการได้ไปกินปาท่องโก๋ และเดินชมตลาดเช้าประตูชัย

ผมไม่แน่ใจว่าเป็นร้านนี้หรือเปล่าที่ชื่อ “ร้านปาท่องโก๋บุญสนอง”  หาไม่ยากครับ อยู่ตรงข้ามกับตลาดสด หลังอาคารพาณิชย์บริเวณที่ผมลงรถเมล์เขียวเมื่อวันวาน…

ขายดีจริง ๆ  มีคนแวะมาซื้อจนเถ้าแก่ทอดปาฯ ไม่ทัน…

 

กาแฟที่เห็นไม่ใช่กาแฟโบราณ แต่เป็นเนสกาแฟที่ชงมาให้เสร็จสรรพพร้อมกับชาจีน  พอดีเหลือปาท่องโก๋ให้ผมได้ลิ้มรสเพียงแค่ ๒ ตัว ถ้าอยากกินมากกว่านั้นก็ต้องรอ  พอแล้ว…ปาท่องโก๋ ๒ ตัวก็พอ  อืมมม…รสของกาแฟกำลังพอดีเลย เหมือนกับว่าผู้ชงจะรู้คอ  ผมฉีกปาท่องโก๋ใส่ลงในถ้วยกาแฟ แล้วใช้ช้อนตักกิน  นิ่ม…หวานมัน ผมสัมผัสได้ถึงความอร่อย ยามที่เคี้ยวและกลืนลงคอ!

กินเสร็จ…จ่ายตังค์   แค่ ๑๒ บาทเอง!

จากนั้นผมก็เริ่มเดินเก็บภาพตลาดสดและชีวิตของผู้คนยามเช้า…

เดินข้ามสะพานย้อนกลับไปชมตลาดประตูชัย…

ผมเห็นอาคารเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ ซึ่งอยู่ถัดจากตลาดประตูชัย  รู้สึกชอบใจรูปทรงโบราณ ๆ

ข้าง ๆ เทศบาล คือ ศาลหลักเมือง

พายุฝนเมื่อคืนที่ผ่านมาทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นเด่นชัด…

เช้านี้คุณยายคงจะต้องเก็บกวาดมากกว่าเดิม

ผมเริ่มต้นวันที่สองของการเดินทางด้วยความสดชื่น

พร้อมแล้วครับสำหรับการข้ามฟากไปยังประเทศลาว!

เชียงของ – overture ที่เร้าใจ!
May 8th, 2012 by ลุงน้ำชา

ก่อนออกเดินทางสู่เชียงของ…ผมได้ฟังพยากรณ์อากาศแจ้งว่าจะมีพายุฤดูร้อนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ  ก็ยังคิดเลยว่าแล้วจะเจอมั้ยเนี่ย!

เย็นย่ำวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕๕…หลังจากเดินเที่ยวถนนเลียบน้ำโขง  แล้วเลยไปสำรวจเส้นทางไปท่าเรือบั๊คเอาไว้ก่อน ผมก็มุ่งหน้ากลับที่พัก  เจอเจ้าของเกสต์เฮ้าส์พอดี จึงแจ้งให้ทราบว่าเปลี่ยนใจแล้ว ขอพักแค่คืนเดียว  เจ้าของเกสต์เฮ้าส์บอกว่า “๑๕๐ บาท”   ผมล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากเสื้อจิงโจ้เพื่อจ่ายค่าที่พัก!

เห็นว่ายังไม่มืด…ก็ยังไม่กลับขึ้นห้อง แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักเพียงใด ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า!  วัดหลวงหรือวัดไชยสถานอยู่ไม่ไกล ผมรีบเดินไปที่นั่นทันที  โชคดียังมีแสงสว่างพอให้ได้ถ่ายรูป…

บูรณะใหม่ด้วยการทาสีทอง ดูเหลืองอร่าม ต่างกับในอดีต (ขออนุญาตนำภาพเก่าจากอินเทอร์เน็ตมาเปรียบเทียบให้เห็น)

ภาพสมัยที่ยังไม่ได้ทาสี : ที่มา - http://tamroiphrabuddhabat.com

มีบ่อน้ำโบราณอายุ ๓๐๗ ปีด้วย….

ผมไม่กล้ายื่นกล้องลงไปจับภาพก้นบ่อ กลัวกล้องหลุดตกจากมือ

หลังจากเยี่ยมชมวัดหลวงหรือวัดไชยสถานแล้ว ผมเดินไปยังบริษัททัวร์ซึ่งอยู่อีกฟากถนนเพื่อแลกเงิน…

ข้อผิดพลาดข้อ ๒ ของผมคือ การที่ผมไม่ได้ซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐไปจากธนาคาร  ถ้าท่องเที่ยวเฉพาะประเทศลาว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินดอลล่าร์  เพราะเราสามารถใช้เงินไทยแลกเงินกีบ หรือจ่ายเป็นเงินไทยได้เลย  แต่ถ้าเป็นในเวียดนาม เค้าจะรับแต่เงินดอง (VND) และดอลล่าร์เท่านั้น  เมื่อเข้าเวียดนามไปแล้ว จะนำเงินไทยไปแลกเงินดอง ที่ธนาคารเค้าก็ไม่รับแลก  (นอกจากในเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นฮานอย หรือ จะยอมแลกตามร้านด้วยอัตราต่ำสุด ๆ)  ดังนั้นก่อนออกเดินทาง จึงควรที่จะซื้อเงินดอลล่าร์ไปจากธนาคารบ้านเราไปด้วยเลย  (ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า ในกรุงเทพฯ ถ้าเราไปที่ธนาคารสาขาใหญ่ จะสามารถใช้เงินบาทซื้อเงินดองได้หรือเปล่า ถ้าซื้อได้ก็จะดีไม่น้อย เพราะได้อัตราที่ดีกว่า ไม่ต้องเสียหลายต่อ)

ผมสอบถามบริษัททัวร์ซึ่งรับแลกเงิน เค้ายืนยันว่าแม้พรุ่งนี้จะเป็นวันเปิดทำการของธนาคาร แต่จะไม่มีเงินดอลล่าร์ให้แลกซื้ออย่างแน่นอน ถ้าอยากได้ก็ต้องแลกที่เค้าในอัตรา $1 = 34 บาท หมดทางเข้าจริง ๆ ผมก็ต้องยอมควัก ๓,๔๐๐ บาท แลกได้มา $100  มีติดตัวไปก่อนเพื่อความอุ่นใจ ดีกว่าจะยอมเสี่ยงไปหาแลกเอาข้างหน้า (ขาดทุนหน่อยก็ช่างมัน!)   จากนั้นผมก็เดินไปซื้อน้ำดื่มแช่เย็นขวดใหญ่ ๑ ขวด ในราคา ๑๔ บาทที่ร้านขายของชำ  ตระหนักดีว่า…เมื่อก้าวพ้นประเทศไทยไปแล้ว จะต้องเจอกับน้ำดื่มราคาแพงกว่านี้อย่างแน่นอน

ผมกลับขึ้นห้อง ไปกินอาหารเย็น ซึ่งประกอบด้วย ไข่ต้ม ๒ ฟอง กล้วยตาก และขนมปังโฮลวีท ตามด้วยนมแล็คตาซอยในกล่อง ๕๐๐ มล. ที่ใส่เป้ไปด้วยจนหมด  อิ่มดีแล้ว…ผมก็ออกไปอาบน้ำแปรงฟันที่ห้องน้ำรวม (คำแนะนำ – ล็อคกุญแจห้องให้ดี แล้วนำลูกกุญแจไปอาบน้ำด้วย)

วันแรกในเมืองเชียงของกำลังจะปิดฉากลง…ผมจดบันทึกและเขียนไปรษณียบัตรให้ครบก่อนเข้านอน!   เวลา ๒๑.๔๕ น. ฝนตกลงมาพร้อมพายุรุนแรง น้ำฝนรั่วและสาดเข้ามาในห้อง มีเศษผงจากเพดานปลิวตกลงบนเตียงนอนเต็มไปหมด เสียงฝนกระทบหลังคาและเสียงหวีดหวิวของลมแรงผสมผสานกันเป็นบทเพลงเร้าใจ  ต่อจากนั้นอีกไม่นาน…ไฟฟ้าก็ดับ!!   ดับทั้งเมือง และดับยาว!!!

ผมรู้สึกตื่นเต้น แต่ไม่กลัว นอนฟังเสียงลมพายุจนหลับไปในที่สุด…

Overture สำหรับการท่องเที่ยววันแรกของผมช่างเร้าใจเสียจริง ๆ!

Note – นับจากออกเดินทางถึงวันนี้ ใช้จ่ายไปแล้ว ๓๗๘ บาท (รวมค่าโดยสารรถ Green Bus)

It hurts!
May 7th, 2012 by ลุงน้ำชา

เมื่อวานนี้ หลังจากสอน string class ผมขอติดรถของคุณพ่อน้องเมเปิลไปลงที่สถานีขนส่งเพื่อนั่งรถเมล์เขียวไปเชียงใหม่   ยังคงเป็นขวัญใจคนยาก…รถเมล์เขียวเก็บค่าโดยสารผม ๔๘ บาท!   รถต้องวิ่งเข้าลำพูนด้วย รวมแล้วจากลำปางถึงเชียงใหม่ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่า  ผู้โดยสารต้องมีความอดทนสูงครับ!

เคยบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าเป็นการเดินทางด้วยรถโดยสารในเวลากลางวัน..ผมจะไม่นั่งหลับ แม้จะเป็นเส้นทางที่เดินทางไปมาอยู่เป็นประจำ เพราะอย่างน้อยภาพชีวิตที่ได้เห็นในระหว่างการเดินทางแต่ละเที่ยวก็แตกต่างกันไป นอกจากนั้นผมก็ยังมีหนังสือหรือเอกสารติดมือไปด้วยทุกครั้ง ยังมีอะไรดี ๆ ให้ศึกษาอีกเยอะ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์นะครับ…

ที่เชียงใหม่ ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ “ไทยนิวส์” ฉบับวันเสาร์ที่ ๕ และได้เห็นภาพ ๆ หนึ่งซึ่งทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก

มันคือภาพต้นสักขนาดใหญ่ในป่าพื้นที่หมู่ ๔ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน ซึ่งถูกขบวนการไม้เถื่อนใช้เลื่อยยนต์เจาะกลางลำต้นเพื่อเอาไม้แผ่นออกไป…

ถ้าต้นสักมีชีวิตจิตใจ…ก็คงจะเจ็บปวดแสนสาหัส ยามที่คมเลื่อยค่อย ๆ กรีดผ่านเนื้อของมัน  คนอะไร…ช่างทำได้ถึงขนาดนั้น!!

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเห็นภาพเช่นนี้ครับ…

เหลือแค่สองคน!
May 6th, 2012 by ลุงน้ำชา

จั่ก ๆๆ…ฝนตกตั้งแต่เช้า  ระหว่างที่ผมกำลังทำความสะอาดพื้น ครูหน่อยก็โทรเข้ามาบอกลาให้น้องบาร์บี้ จากนั้นคุณพ่อของน้องเอแคร์ก็โทรเข้ามาบอกว่านักเรียนกลับมาจากสิงคโปร์แล้ว แต่ยังเหนื่อยอยู่ ต้องขอลาหยุดในวันนี้ แล้วยังบอกด้วยว่ามะเหมี่ยวก็จะไม่มา  ประมาณ ๑๑ โมงกว่าคุณพ่อของกระเต็นก็โทรมาลาให้ลูกสาวอ้างว่าฝนตก  ส่วนน้องเบลล์และน้องแบ๊งค์คงไม่มาอยู่แล้ว…ผมคิดเอาเอง!

บ่ายโมง…เมเปิลมาถึง  ดีจัง…แม้ฝนตกก็ยังอุตส่าห์มาเรียน

ผมบอกนักเรียนว่ามาคนเดียวก็สอน จะทบทวนเพลงที่ยังเล่นไม่ได้ แบบติวเข้มกันเลย   ผมติดเทปสีส้มเพิ่มให้เมเปิล เพื่อนิ้ว ๒ จะได้เล่นโน้ต F และโน้ต C ได้ถูกต้อง  และอีกไม่นาน…อินดี้ก็มาเพิ่มอีกคน  จึงเป็นอันว่า string class วันนี้ มีนักเรียนแค่ ๒ คน!

ให้พี่ได้สอนน้องด้วย   ไม่มีหยุดพัก…เรียนกันจนถึง ๑๔.๓๐ น.  ถึงได้เลิก

ชื่นชมในความมุ่งมั่นของเด็ก ต้องขอบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก!

ขอขอบคุณผู้ปกครอง ที่สนับสนุนให้นักเรียนได้มาเรียน แม้ในวันฝนตก….

»  Substance:WordPress   »  Style:Ahren Ahimsa